Shortfic

[SF] ::.. Without you ..:: [Kibum x Donghae]

posted on 14 Oct 2008 09:49 by believes-fiction  in Shortfic

 

Title : Without you

Paring : Kibum x Donghae

Rating : PG

Author : Believe

Author’s Note : ยาวมากกกกกกกกกกกกกกกกก

BGM : 나 없이도 - Seeya

 

 

 





หากว่าความรัก....คือสายลมบางเบา


สายลม....ที่ไม่มีแม้แต่ตัวตน

 

 

แล้วถ้าหากวันหนึ่ง....สายลมนั้นไม่ได้พัดผ่านมาอีกแล้ว

ใครบางคน....จะมองเห็นค่าของมันหรือเปล่า?





 

เวลาผ่านไปห้าเดือนเต็มนับตั้งแต่โปรเจคท์ซุปเปอร์จูเนียร์เอ็มปรากฏสู่สายตาของเหล่าแฟนคลับซุปเปอร์จูเนียร์ทั่วโลก กระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นานาทั้งในแง่บวกและแง่ลบประดังเข้ามาไม่ขาดสายดั่งกระแสน้ำเชี่ยวกราดซึ่งบั่นทอนสมาธิในการทำงานของสมาชิกทั้งเจ็ดคนไม่น้อย แต่ก็ต้องขอบคุณตารางงานที่หนักหนาสาหัสซึ่งเล่นเอาคนแข็งแรงอย่างชีวอนต้องโทรศัพท์มาบ่นให้สมาชิกคนอื่นๆ ที่อยู่ในเกาหลีฟังบ่อยๆ ว่าทำงานหนักจนมีเวลาพักผ่อนไม่ถึงสามชั่วโมง เหนื่อยสายตัวแทบขาด ซึ่งถือว่าเป็นส่วนช่วยให้พวกเขาคลายความอึดอัดจากแรงกดดันได้บ้างชั่วครั้งชั่วคราว



และตอนนี้ทางต้นสังกัดของวงซุปเปอร์จูเนียร์ก็อนุญาตให้สมาชิกทั้งห้าคนที่ถูกดึงมาร่วมโปรเจคท์กลับไปพักผ่อนและใช้ชีวิตได้อย่างอิสระที่ประเทศเกาหลี ประตูอพาร์ทเมนท์ถูกเปิดออกพร้อมด้วยหน้าตาอิดโรยของชีวอนที่โผล่เข้ามาทักทายสมาชิกที่กระจัดกระจายตามมุมต่างๆ ของห้องนั่งเล่นเป็นคนแรก ตามด้วยเรียวอุค ฮันกยอง ทงเฮและน้องเล็กของวงซึ่งมีหน้าตาที่ซูบซีดไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ เท่าใดนัก แต่ที่น่าตกใจที่สุดเห็นจะเป็นเจ้าของฉายาปลาน้อยแห่งทะเลตะวันออกที่ดูท่าทางอิดโรยทั้งใบหน้าและแววตา ดูจากรูปร่างแล้ว น้ำหนักคงหายไปไม่น้อยกว่าสามกิโลกรัม ปกติทงเฮก็เป็นคนตัวเล็กและรูปร่างผอมบางอยู่แล้ว พอทำงานหนักเข้ากอปรกับไม่มีคนคอยเอาใจใส่ดูแลเหมือนอย่างตอนอยู่ที่เกาหลี สภาพของลีทงเฮในตอนนี้จึงคล้ายกับคนเป็นโรคขาดสารอาหารอย่างไรอย่างนั้น



“เฮ้ย! ไปจีนแค่ไม่กี่เดือน ผอมอย่างกับไม้เสียบผี ไอ้ชีวอนกับคยูฮยอนมันใช้งานแกหนักหรือไงวะ? รูปหลุดออกมาเกลื่อนอินเตอร์เน็ต อย่าคิดว่าฉันไม่เห็นนะโว้ย!” เพื่อนรักจอมทะเล้นแซวเสียงสดชื่นตามมาด้วยเสียงหัวเราะลั่นอพาร์ทเมนท์ของสมาชิกที่เหลือรวมทั้งชีวอนและคยูฮยอนที่ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจในคำพูดกวนประสาทของเพื่อนร่วมวงรุ่นพี่คนนี้เท่าใดนัก เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าอึนฮยอกเป็นคนสนุกสนานเฮฮา พูดจาหยอกล้อไปตามเรื่อง ไม่มีเจตนาใดๆ แอบแฝงนอกจากอยากให้เหล่าสมาชิกซุปเปอร์จูเนียร์เอ็มที่เพิ่งกลับจากทำงานที่ประเทศจีนคลายเครียดบ้างก็เท่านั้น แต่นั่นก็คงไม่ใช่กับลีทงเฮคนสวยที่ตวัดหางตามองเพื่อนรักอย่างไม่พอใจ หากก็ไม่ได้ต่อปากต่อคำด้วยวาจาเผ็ดร้อนกลับไปแต่อย่างใด ทงเฮเพียงแค่ถอนหายใจหนักๆ แล้วโยนกระเป๋าสะพายลงบนพื้นด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าเหนื่อยทั้งกายและใจเต็มที



“เรื่องของฉันน่ะ ฝากเก็บกระเป๋าให้ด้วย”




ร่างบางเดินโซเซเข้ามาทรุดนั่งลงข้างๆ กับใครคนหนึ่งที่กำลังนั่งอ่านหนังสือตรงโซฟาในห้องนั่งเล่น ศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมบางสีดำขลับซึ่งถูกซอยไล่ระดับเป็นทรงรับกับใบหน้าหวานๆ เอนซบบนบ่ากว้างตามความเคยชิน แพขนตายาวขยับลงอย่างเชื่องช้าคล้ายกับต้องการปล่อยใจให้ตกลงสู่ห้วงนิทราอันแสนสงบสุขหลังจากที่ต้องทำงานหนักตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา




“กลับมาก็อ้อนแฟนเลยนะแก ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ” คนปากไวยังไม่วายจิกกัดไปตามระเบียบเมื่อเห็นเพื่อนรักเดินเข้าไปนอนซบเจ้าชายน้ำแข็งแห่งซุปเปอร์จูเนียร์แทนที่จะเข้าไปนอนพักในห้องของตัวเอง




เป็นที่รู้กันดีว่ากำแพงความอดทนของทงเฮเปราะบางยิ่งกว่าอะไรดี กระทบกระเทือนเพียงเล็กน้อยก็เริ่มมีรอยร้าว เรียวปากบางๆ สีชมพูหวานตอบโต้กลับไปทั้งๆ ที่เปลือกตายังปิดสนิท





“แกหมายถึงใครไอ้ไก่?”





“ก็แกกับคิบอมไง”





คนที่ถูกพาดพิงสะดุ้งตัวขึ้นเล็กน้อย ดวงตาคมสีดำสนิทภายใต้กรอบแว่นเหลือบมองเสี้ยวหน้าหวานที่วางอยู่บนไหล่ของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเลื่อนกลับมาที่ตัวอักษรบนหน้ากระดาษสีหม่นดังเดิม ทั้งที่ใจไม่ได้จดจ่ออยู่กับเรื่องราวตื่นเต้นชวนติดตามภายในหนังสือเล่มหนานี้อีกต่อไปแล้ว ความเจ็บที่พุ่งตรงเข้าสู่หัวใจทำลายสมาธิที่เคยมีอยู่ไปจนหมดสิ้น....เจ็บมาไม่รู้กี่ครั้งแต่ก็ยังทำใจให้ชาชินไม่ได้เสียที





“ปากหมา ฉันบอกเมื่อไหร่ว่าฉันกับคิบอมเป็นแฟนกัน?”





“ถ้าไม่เป็นแฟน แล้วเป็นอะไรกัน?”





“ก็เป็นเพื่อนกันไง ถามอะไรโง่ๆ” ทงเฮยกศีรษะขึ้นจากไหล่ของคิบอมขณะที่เส้นความอดทนกำลังตึงเปรี๊ยะ ก่อนจะขาดสะบั้นลงในท้ายที่สุดเมื่อเห็นสายตาของสมาชิกซุปเปอร์จูเนียร์ทั้งหมดที่มองมาราวกับว่าทงเฮเป็นตัวประหลาด คิบอมเองก็จ้องมองทงเฮอยู่นาน แต่ด้วยความรู้สึกแบบใดทงเฮก็ไม่กล้าที่จะคาดเดา ลมหายใจถูกปล่อยออกมายาวเหยียดอีกครั้งก่อนคนตัวเล็กจะลุกขึ้นจากโซฟา กราดตามองสมาชิกคนอื่นๆ ด้วยความขุ่นเคือง “ไปนอนในห้องดีกว่า อยู่ข้างนอกแล้วอึดอัด!”





ทงเฮปิดประตูเสียงดังลั่น หัวหน้าวงคนสวยได้แต่ส่ายหน้าไปมากับนิสัยเอาแต่ใจที่แก้ไม่เคยหาย เจอกันครั้งแรกทงเฮเป็นอย่างไร ตอนนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น อารมณ์จะสดใสก็เล่นเอาโลกที่เคยหม่นหมองเปลี่ยนสีเป็นความสว่างไสวได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่เวลาโกรธหรือเอาแต่ใจ ใครก็ไม่สามารถขัดความต้องการได้เช่นกัน เห็นน่ารักสดใสต่อหน้ากล้องแบบนั้น แต่ความจริงแล้วปลาน้อยแห่งซุปเปอร์จูเนียร์อารมณ์ร้ายและอ่อนไหวอย่าบอกใคร น้อยคนนักที่หยั่งถึงความคิดว่าแท้จริงแล้วทงเฮคิดอะไรอยู่กันแน่




ไม่มีใครรู้...ว่าทงเฮเป็นคนแบบไหนกันแน่




ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนสนิทอย่างอึนฮยอก




หรือคนใกล้ชิดที่สุดอย่างคิบอม...




ไม่อย่างนั้น....คิบอมก็คงไม่ต้องมานั่งเจ็บปวดเพราะความสัมพันธ์ที่คลุมเครืออยู่แบบนี้หรอก






ความสัมพันธ์ระหว่างเขาทั้งสองคนซึ่งลีทงเฮเป็นคนประกาศก้องให้คนทั้งโลกรับรู้ว่าหยุดอยู่เพียงแค่คำว่าเพื่อน ช่างขัดกับพฤติกรรมที่แสดงออกเสียเหลือเกิน บ่อยครั้งที่คิบอมตั้งคำถามกับทงเฮแบบตรงไปตรงมาว่าความจริงแล้วทงเฮต้องการอะไรกันแน่ แต่ทงเฮก็เพียงแค่ยกยิ้มมุมปากแล้วยักไหล่อย่างไม่ใส่ก่อนจะเดินจากไปโดยทิ้งคมมีดให้ปักอยู่กลางหัวใจของคิมคิบอมอยู่อย่างนั้น



ไม่ว่าทงเฮจะคิดอย่างไรก็ตาม...แต่สำหรับคิบอมแล้ว ทงเฮคือทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขา ความรู้สึกของเขาที่มีต่อทงเฮแสดงออกอย่างชัดเจนทั้งคำพูดและการกระทำ เขายอมรับกับสื่อมวลชนและแฟนคลับซุปเปอร์จูเนียร์ได้อย่างเต็มปากเลยว่าทงเฮมีความสำคัญสำหรับเขามากอย่างที่ใครก็ไม่สามารถเทียบได้ รอยยิ้มสดใสซึ่งน้อยครั้งที่เขาจะปั้นมันออกมาจากใจจริงแต่เขากลับเลือกที่จะมอบให้ทงเฮได้ทันทีโดยไม่ลังเลหากว่าทงเฮเพียงแค่เอ่ยปากร้องขอ...


และสำหรับทงเฮเอง...คิบอมก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเช่นกัน เป็นทั้งเพื่อนร่วมวง เป็นคนใกล้ชิด เป็นเพื่อนเที่ยวยามว่าง เป็นเพื่อนเดินช้อปปิ้งแก้เบื่อ เป็นเพื่อนดูหนังแก้เซ็ง เป็นคนแรกที่ทงเฮโทรหาเวลาที่ต้องนั่งเหงาอยู่คนเดียวในอพาร์ทเมนท์ ทว่าเป็นสุดท้ายที่ทงเฮนึกถึงถ้าหากกำลังสนุกสนานอยู่ในงานปาร์ตี้




สิ่งที่คิบอมไม่ได้เป็นเพียงอย่างเดียวคือ....คนที่ทงเฮรัก


คิบอมรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้มีค่ามากไปกว่าเพื่อนแก้เหงาในเวลาที่ทงเฮไม่มีใคร....แต่ก็ไม่ได้คิดที่จะเรียกร้องอะไรมากไปกว่านั้น




ใช่ว่าทงเฮไม่รู้ ว่าคิบอมรู้สึกอย่างไร...แต่กระนั้น ทงเฮก็ยังเลือกที่จะทำร้ายจิตใจของคิบอมต่อไปอย่างไร้ความปราณี สมาชิกซุปเปอร์จูเนียร์ทุกคนก็รู้เรื่องนี้ดี แต่ทุกคนยกเว้นอึนฮยอกก็ตัดสินใจปิดปากเงียบตั้งแต่ที่ทงเฮประกาศเสียงกร้าวกลางอพาร์ทเมนท์ต่อหน้าคิมคิบอมว่า....





‘ฉันไม่เคยคิดกับนายเหมือนอย่างที่นายคิดกับฉัน! จำใส่ใจเอาไว้ด้วย!!’





แม้ไม่ต้องบอก...คิบอมก็รับรู้ความจริงได้ด้วยหัวใจ แววตาของทงเฮขณะที่พูดประโยคนี้ไม่ได้มีความหวั่นไหวใดๆ เลยแม้แต่น้อย ถ้อยคำรุนแรงเชือดเฉือนหัวใจอย่างโหดร้ายทารุณถูกกลั่นกรองออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริงทุกประการ แต่หลังจากวันนั้น...แทนที่คิบอมจะเลิกเข้าไปวุ่นวายในชีวิตของทงเฮตามที่ซุปเปอร์จูเนียร์ทุกคนคาดเอาไว้ หากเพียงแค่เสียงหวานใสที่ร้องเรียกในยามเช้า คิมคิบอมก็กลับมาเป็นเพื่อนแก้เหงาให้ลีทงเฮได้เหมือนเดิม หลายครั้งที่ฮีชอลเคยบอกให้คิบอมตัดใจ....แต่คิบอมก็ไม่เคยคิดที่จะพยายามทำมันเลยสักครั้ง





เพราะคิบอมรักทงเฮ...มากกว่าที่ใครๆ คิด




เขาใส่ใจความรู้สึกของทงเฮ...มากกว่าที่ใครๆ เห็น






เพราะคิบอมเข้าใจ....บนโลกใบนี้มีคนเป็นล้าน เป็นเรื่องยากที่หัวใจของคนสองคนจะรู้สึกตรงกัน เขาไม่เคยนึกโกรธทงเฮสักครั้งที่ทงเฮไม่เคยหันมามองค่าความรักของเขา ทงเฮไม่ผิดสักนิดที่ไม่ได้มีใจให้คนอย่างเขา แค่ฐานะคนใกล้ชิดที่ทงเฮหยิบยื่นให้นั่นก็นับว่าเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเขาแล้ว





“คนอะไรวะ โคตรเอาแต่ใจ! ใครทนได้แม่งก็โง่เต็มทน!” อึนฮยอกสบถออกมาอย่างอารมณ์เสียเมื่อได้ยินเสียงโครมครามดังมาจากในห้องนอน คาดว่าทงเฮคงหยิบบางอะไรอย่างปาเข้ากำแพงเพื่อระบายอารมณ์โกรธของตัวเอง แต่ใครเลยจะรู้ว่าแท้จริงแล้วอึนฮยอกตั้งใจพูดเสียดสีเจ้าของร่างสูงโปร่งที่นั่งสงบนิ่งอยู่บนโซฟา คนที่ทำตัวได้นิ่งเฉยทุกสถานการณ์ และเป็นตัวต้นเหตุที่ทำให้ทงเฮกลายเป็นเด็กนิสัยเสียมาจนถึงทุกวันนี้ อึนฮยอกเพียงแค่อยากให้สมาชิกผู้มีไอคิวสูงที่สุดในวงคนนี้หัดลืมตามองดูความเป็นจริงเสียบ้าง





รู้ว่าทงเฮตั้งใจทำร้าย....แต่ก็ยังยอมยืนเป็นเป้านิ่งให้ทงเฮเล่นสนุกอยู่อย่างนั้น





หัวใจของคิบอมทำด้วยหินหรืออย่างไรนะ โดนทำร้ายเท่าไหร่ถึงยังไม่สะทกสะท้านเสียที






เพียงไม่กี่อึดใจหลังจากที่เสียงโครมครามในห้องนอนของทงเฮสงบลง บรรยากาศภายในอพาร์ทเมนท์ของซุปเปอร์จูเนียร์ก็กลับมาวุ่นวายเหมือนเดิม รวมทั้งคิบอมที่เลิกให้ความสนใจกับหนังสือนิยายน้ำเน่าในมือ แล้วเดินตัวปลิวเข้าไปช่วยฮันกยองเก็บกระเป๋าด้วยสีหน้าท่าทางที่ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวตามแบบฉบับ แตกต่างจากหัวใจที่กำลังกระสับกระส่ายอย่างอึดอัดเหมือนถูกกักขังอยู่ในห้องแคบๆ ไร้ซึ่งทางออก แววตาของทงเฮที่ตวัดมองมาเพียงแวบเดียวก่อนเจ้าตัวจะเดินเข้าไปในห้องนอนนั้นทำเอาคิบอมกระวนกระวายจนหายใจไม่ทั่วท้อง





คิบอมรู้....ว่าทงเฮกำลังโกรธ




โกรธที่คิบอมไม่ยอมตอบโต้คำพูดพล่อยๆ ของอึนฮยอก โกรธที่คิบอมนั่งเฉยๆ โดยไม่ยอมเอ่ยปากแก้ต่างอะไรสักอย่าง






“คิบอม มีโทรศัพท์มาจากทางโรงพยาบาลแน่ะ!” เสียงหวานของหัวหน้าวงคนสวยปลุกให้คิบอมหลุดออกจากโลกส่วนตัว เขารีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ด้วยไม่อยากให้แพทย์ประจำตัวต้องถือสายรอนาน เสียงทุ้มตอบรับปลายสายไปเพียงแค่สองสามคำท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของสมาชิกอีกสิบเอ็ดคนที่เหลือ ก่อนจะวางหูแล้วเดินกลับไปทรุดลงนั่งบนโซฟา สีหน้าเรียบเฉยอย่างที่ใครๆ คุ้นเคยหากแต่ไม่อาจปิดบังแววตาที่ฉายความกังวล





“เป็นอะไรหรือเปล่า? ดูเครียดๆ นะ” ฮีชอลเอ่ยถามเมื่อเห็นน้องชายคนโปรดเงียบไปนานคล้ายกับกำลังใช้ความคิดจดจ่ออยู่กับบางสิ่งบางอย่าง คิบอมเงยหน้าขึ้นแล้วคลี่ยิ้มบางๆ ให้กับเพื่อนร่วมวงทั้งหมดที่จ้องมองเขาเป็นตาเดียว แม้จะมีเพียงฮีชอลคนเดียวที่กล้าเอ่ยปากถามเรื่องส่วนตัวได้โดยไม่กลัวว่าจะถูกปฏิเสธความหวังดีกลับมา แต่เจ้าชายน้ำแข็งแห่งซุปเปอร์จูเนียร์ก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่สมาชิกทุกคนมอบให้เขาเสมอมา





ถ้าหากเลือกได้.....เขาก็อยากเป็นซุปเปอร์จูเนียร์ตลอดไป






“เปล่าครับ หมอแค่โทรมาบอกผลการตรวจสุขภาพ บอกว่าผมทำงานหนักเกินไป ให้พักผ่อนมากกว่านี้” ว่าแล้วก็ยิ้มกว้างจนตาปิด...เพื่อปิดบังหยาดน้ำใสๆ ที่เอ่อคลอหน่วยตาก่อนเขาจะรีบลุกขึ้นจากโซฟาแล้วเดินเข้าไปในห้องนอนของทงเฮด้วยกลัวว่าหากอยู่นานกว่านี้จะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวเพราะความซาบซึ้งในความห่วงใยและเสียใจกับความจริงที่เกิดขึ้นในคราวเดียวกัน





ทงเฮไม่ได้ล็อกประตูห้อง เพราะรู้แน่ว่าอีกไม่กี่อึดใจคิบอมต้องตามมาง้อเหมือนอย่างทุกครั้ง คนตัวเล็กทิ้งตัวลงนอนราบไปกับเตียงนอนสีฟ้าเมื่อได้ยินเสียงหมุนลูกบิดประตู รู้สึกได้ทันทีว่าฟูกนุ่มยุบลงเพราะน้ำหนักตัวของคนตัวสูงก่อนมือหนานั้นจะเอื้อมมือมาแตะไหล่บางเบาๆ 





“ทงเฮ...ผมมีเรื่องอยากพูดด้วย”





คนตัวเล็กค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งแต่ใบหน้าเรียวสวยกลับเบือนหนีไปทางอื่น แววตายังคงขุ่มมัวเพราะความโกรธเคือง คิบอมยิ้มน้อยๆ แล้วเลื่อนมือทั้งสองข้างขึ้นประคองดวงหน้าหวานนั้นไว้เต็มฝ่ามือ ทงเฮยอมหันหน้ามาสบตาคิบอม นัยน์ตาคู่สวยเริ่มคลายความขุ่นเคืองแล้วแปรเปลี่ยนเป็นความว่างเปล่า ในขณะที่แววตาของคิบอมกลับสะท้อนเงาของทงเฮอย่างชัดเจนไม่เคยเบาบางลง





“เดือนหน้าผมต้องไปทำงานที่สหรัฐ...ยังไม่มีกำหนดกลับ” คิบอมฝืนยิ้มให้คนน่ารักของเขาอย่างอ่อนล้าเต็มที ดวงตาสีราตรีของทงเฮกระตุกวูบหนึ่งเหมือนกับไม่อยากปักใจเชื่อในสิ่งที่เพิ่งได้ยิน แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามซ้ำแต่อย่างใด แม้กระทั่งเหตุผลทงเฮก็ไม่ได้ต้องการรับรู้เท่าใดนัก ตอนนี้รอบกายของทั้งคู่จึงมีแต่เพียงความเงียบงัน....ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหัวใจของตัวเอง





“แล้วคนอื่นๆ รู้เรื่องนี้หรือยัง?”





“รู้แล้วครับ”





ทงเฮพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่ออีกฝ่ายดึงเขาเข้าไปกอดไว้แน่น มือเรียวมีปฏิกิริยาต่อต้านในฉับพลัน แม้ว่าการที่เขาสองคนกอดกันนั้นเป็นเรื่องปกติที่คนในวงชินกันเสียแล้ว แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่คิบอมกล้าพอที่จะเป็นฝ่ายเดินเข้ามากอดทงเฮก่อน ทุกคนรู้ดีว่าคิบอมไม่กล้าแตะต้องหรือล่วงเกินทงเฮแม้แต่ปลายก้อย




สำหรับคิบอมแล้ว...ทงเฮเปรียบเสมือนเพชรเม็ดงามที่ไม่ต้องการครอบครอง เพียงแค่อยากทะนุถนอมไว้ให้นานที่สุดตราบใดที่ลมหายใจยังหลงเหลืออยู่





“คิบอม...ปล่อย”





คนถูกล่วงเกินสั่งเสียงเรียบ หากเป็นเวลาปกติ คิบอมคงจะยอมปล่อยทงเฮให้เป็นอิสระตามคำสั่ง หลังจากนั้นก็จะถูกทงเฮงอนไปสักสองสามชั่วโมง ก่อนรอยยิ้มหวานๆ จะถูกหยิบยื่นมาให้เหมือนอย่างเคยในท้ายที่สุด แต่คราวนี้...ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนว่าจะเปลี่ยนแปลงไปจนทงเฮเองยังรู้สึกได้ นอกจากคิบอมจะไม่ยอมทำตามคำสั่งแล้ว ยังกอดรัดทงเฮแน่นขึ้นกว่าเดิมทั้งยังวางศีรษะลงบนไหล่บางทว่าไม่ใช่การออดอ้อน...แต่เหมือนว่าคิบอมกำลังเหนื่อยล้ากับเรื่องอะไรบางอย่างและต้องการหาที่พักพิง แม้คิบอมจะไม่ได้เอ่ยปาก แต่ทงเฮก็รู้ว่าความกังวลของคิบอมคงไม่พ้นเรื่องการที่ถูกทางต้นสังกัดส่งไปทำงานที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นแน่





“แค่ถ่ายละครใช่ไหม?”





“ผมไม่รู้...แต่ผมไม่อยากไป”





“ไม่อยากไปก็ไม่ต้องไปสิ”





“ทงเฮบอกผมสิ...ว่าไม่อยากให้ผมไป”





ถ้าเพียงแค่ทงเฮบอกว่าอยากให้คิบอมอยู่ด้วยตลอดไป....เขาก็จะไม่หนีทงเฮไปไหน




ต่อให้ต้องยืนประจันหน้ากับความตาย....เขาก็จะสู้ให้ถึงที่สุด





แต่สิ่งที่ทงเฮบอกเขา....กลับกลายเป็นเพียงความว่างเปล่า





ว่างเปล่า....ไร้อากาศ...และมันกำลังจะทำให้เขาขาดใจตาย







“ตอนฉันต้องไปทำงานที่จีน นายก็ไม่เห็นจะรั้งฉันเอาไว้เลย” ว่าพลางลูบเส้นผมสีดำสนิทของคนตัวโตกว่าตามความเคยชิน เพิ่งสังเกตว่าคิบอมดูซูบลงไปมาก แม้หน้าตาจะหล่อเหลากระชากใจสาวๆ เหมือนเดิม แต่แววตาที่เคยสะท้อนเงาของลีทงเฮก็แลดูเงียบเหงาเศร้าสร้อยอย่างไรบอกไม่ถูก...ดวงตาของคิบอม เศร้ากว่าทุกครั้งที่ทงเฮเคยเห็น





“ผมมีสิทธิ์รั้งทงเฮเอาไว้ด้วยเหรอ?” ถ้อยคำที่ตอบกลับมาตอกลึกลงในใจให้เจ็บไม่ใช่น้อย นิ้วเรียวที่กำลังเกี่ยวพันเส้นผมของอีกฝ่ายชะงักลงทันใด ก่อนมือเรียวขาวจะค่อยๆ ตกลงข้างตัว ทว่าใบหน้ากลับไม่ได้ปรากฏความรู้สึกใดๆ ทงเฮนั่งนิ่งเหมือนไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่กำลังเกิดขึ้นตรงกลางหัวใจ บาดแผลเล็กๆ ที่เกิดขึ้นและจางหายไปอย่างรวดเร็วทำให้ทงเฮไม่ใส่ใจจะจดจำ แล้วจึงพยายามเบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอดอันอบอุ่น ซึ่งคิบอมเองก็ตามใจคนน่ารักอย่างว่าง่าย ทงเฮบ่นว่าง่วงก่อนจะทอดกายลงนอนพร้อมกับดึงผ้าห่มปิดจนถึงคอ





ริมฝีปากได้รูปบนใบหน้าคมคายคลี่ออกเป็นรอยยิ้มเจือจาง เศร้าหมองจนน่าใจหาย มือใหญ่ปัดเส้นผมสีเข้มให้พ้นดวงหน้าสวยหวาน ขณะที่ดวงตาคู่งามกลับหลบสายตาของเขาไปทางอื่น ทงเฮพยายามไม่ใส่ใจความรู้สึกของอีกฝ่าย ไม่อยากเอาหัวใจเข้าไปเกี่ยวพันกับความรู้สึกของคนอื่นให้ตัวเองพลอยเป็นทุกข์ไปด้วยเปล่าๆ อยู่คนเดียวอย่างนี้ก็สบายดีแล้ว จะเอาความรักความผูกพันของใครบางคนเป็นโซ่ล่ามตัวเองเอาไว้ทำไม





“ทำงานหนักแล้วก็พักผ่อนซะนะครับ เดี๋ยวผมจะทำซุปไว้ให้”





“วันนี้นายมีถ่ายละครไม่ใช่เหรอ?” ในเมื่อปากมันไปเร็วเกินกว่าที่ความคิดจะฉุดรั้ง ก็อดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ แม้ว่าทงเฮจะเพิ่งกลับมาถึงเกาหลีได้ไม่กี่ชั่วโมง แต่ก็รู้จากหัวหน้าวงคนสวยว่าวันนี้คิบอมมีงานที่กองถ่าย และดูเหมือนว่าจะเป็นการเสียมารยาทเอาการถ้าหากเขาจะไม่ยอมไปเพียงเพราะต้องมานั่งเฝ้าคนขี้เหงาซึ่งมีฐานะเป็นแค่เพื่อนร่วมวงคนหนึ่งเท่านั้น สำหรับทงเฮ...งานต้องมาก่อนทุกอย่าง โปรเจคท์ซุปเปอร์จูเนียร์เอ็มที่รู้อยู่แล้วว่าต้องอยู่ทำงานที่ประเทศจีนนานหลายเดือน แน่นอนว่าคนขี้เหงาอย่างทงเฮต้องคิดถึงบ้านและสมาชิกคนอื่นๆ จนทนไม่ไหว แต่ทงเฮก็มีความรับผิดชอบสูงพอที่จะไม่ปฏิเสธโครงการของทางต้นสังกัด ในเมื่อก้าวมาถึงบันไดแห่งความฝันขั้นเกือบสุดท้ายแล้ว ก็ไม่อยากที่จะหยุดยืนอยู่กับที่ อยากเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทุกอย่างให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้






แต่ทงเฮไม่เคยรู้ว่าความคิดของตนนั้น....แตกต่างจากคิบอมราวขอบฟ้ากับก้นทะเล






“วันนี้มีงานปิดกล้อง แต่ผมไม่อยากไป”





“นิสัยเสีย”





“เหมือนใครก็ไม่รู้”





คนถูกย้อนค้อนขวับก่อนจะพลิกตัวไปอีกทาง บ่งบอกคิบอมให้รู้ว่าคนน่ารักงอนเข้าให้เสียแล้ว เขาทอดมองร่างบอบบางที่ถูกผ้าห่มคลุมเกือบมิดด้วยแววตาที่อ่านความรู้สึกได้ยากยิ่ง ก่อนจะตัดสินใจล้มตัวลงนอนข้างๆ พร้อมๆ กับทงเฮที่รีบดีดตัวขึ้นจากที่นอนด้วยความตกใจ อ้าปากเตรียมจะโวยวายว่าคิบอมฉวยโอกาส แต่คำพูดจาบาดหูต้องถูกทับถมจนไม่เห็นแม้แต่ซากด้วยประโยคที่แผ่วเบาทว่ากรีดแทงหัวใจของใครบางคนได้ดีเหลือเกิน
  



“ผมอยากกอดทงเฮ...” คิบอมปิดเปลือกตาลงเบาๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าคำขอนั้นมันมากเกินไปสำหรับคนที่ทงเฮหยิบยื่นความสัมพันธ์ให้เพียงแค่คำว่าเพื่อน “แค่กอด....ได้หรือเปล่า?”





กลัวที่จะถูกปฏิเสธแต่ก็ยังคงกล้าที่จะร้องขอ...เพราะชีวิตเขาไม่มีอะไรต้องเสียอีกแล้ว...




ลีทงเฮ...ในเมื่อเขาไม่ได้คนๆ นี้มาตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะถูกทงเฮปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ความเจ็บปวดที่ได้รับก็คงไม่ได้แตกต่างจากที่เป็นอยู่เท่าใดนัก






“ไหนว่าจะไปทำซุปให้ไง”





“ไม่ไปแล้ว”





“ฉันหิว”





“ขอกอดทงเฮก่อนได้ไหม?”





ทงเฮได้แต่เม้มริมฝีปากแน่น พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่มองหยาดน้ำใสๆ ที่ไหลลงมาจากหางตาของคิบอม น้ำตาของคนที่คอยปกป้องทงเฮมาตลอดกลับไหลลงมาอย่างง่ายดาย และสาเหตุก็คงไม่จำเป็นต้องถามให้เสียความรู้สึก ใช้เวลาตัดสินใจไม่นาน ทงเฮก็ล้มตัวลงนอนข้างๆ อีกฝ่ายก่อนจะถูกวงแขนแข็งแรงรวบเอาไว้แน่น ใบหน้าหวานใสซบลงกับอกกว้างโดยไม่รู้ตัว เสียงหัวใจของคิบอมที่เชื่องช้าแต่ไม่เป็นจังหวะดังก้องอยู่ในโสตประสาท ยิ่งหลับตา จังหวะหัวใจก็ยิ่งช้าลงทุกวินาทีจนกระทั่งกลับกลายเป็นเสียงร้องไห้เข้ามาทดแทนและเหมือนจะยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะตอกย้ำนางฟ้าใจร้ายให้รับรู้ถึงความทรมานที่กัดกินหัวใจดวงนี้บ้าง





รับรู้ถึงความอ่อนแอที่ถูกเก็บซ่อนไว้ในก้นบึ้งหัวใจของเพื่อนที่แสนดีคนนี้...เป็นครั้งสุดท้าย






“ผมรักทงเฮนะ...”





คำพูดของคิบอม...ไม่ได้ขัดแย้งกับเสียงหัวใจ





และไม่มีเหตุผลที่ทงเฮต้องผลักไส....ในเมื่อเป็นคำขอร้องครั้งสุดท้าย






ก่อนที่จะต้องจากกัน...




.





.





ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแรงตามด้วยสมาชิกซุปเปอร์จูเนียร์สิบเอ็ดคนที่พยายามจะแทรกตัวผ่านช่องแคบๆ เพื่อที่จะได้เข้ามาในอพาร์ทเมนท์เป็นคนแรก นัยน์ตาคู่สวยของคนที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์ปรายมองความวุ่นวายนั้นเพียงชั่วครู่ ใบหน้าสวยหวานนั้นปรากฏร่องรอยความเครียดมากขึ้นกว่าเดิมก่อนจะหันกลับไปยังรายการที่แสนจะน่าเบื่อหน่ายในจอแก้วขนาดใหญ่อย่างเดิม แต่สุดท้ายก็ทานทนต่อเสียงอึกทึกครึกโครมของคนอีกสิบเอ็ดคนไม่ไหว มือเรียวหยิบรีโมทขึ้นมากดปิดโทรทัศน์ กระแทกลมหายใจด้วยความหงุดหงิด แล้วจึงเดินกลับเข้าไปในห้องนอนตามมาด้วยเสียงประตูที่ถูกกระแทกปิดอย่างแรงจนอพาร์ทเมนท์ถึงกับสั่นสะเทือน เล่นเอาคนที่เพิ่งกลับมาหันมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความงุนงง  





“เป็นอะไรอีกล่ะคราวนี้” เยซองบ่นไปตามเรื่องเหมือนไม่ค่อยใส่ใจกับอารมณ์ของรุ่นน้องแสนเอาแต่ใจคนนั้นเท่าใดนัก





“ก็ตัวเองบอกว่าไม่อยากไปส่งเอง แล้วจะมาหงุดหงิดใส่คนอื่นทำไม” คนที่อารมณ์ขึ้นกลับกลายเป็นเรียวอุคซึ่งเดินตามหลังเข้ามาติดๆ ดวงตาเรียวจ้องมองประตูห้องนอนของทงเฮแล้วทำปากเป็นรูปพาราโบลาคว่ำอย่างไม่ชอบใจ





“แบบนี้เขาเรียกว่าเล่นตัว” ซองมินร่วมผสมโรงด้วยอีกคน





“นี่ไม่ใช่เวลาจะมาแขวะกันนะ” ดูเหมือนอึนฮยอกจะเป็นคนเดียวที่พยายามปกป้องทงเฮไม่ให้ถูกเพื่อนร่วมวงนินทาว่าร้าย ทั้งที่ปกติเขานั่นแหละที่เป็นตัวตั้งตัวตีกระแนะกระแหนเพื่อนซี้ซึ่งมีนิสัยเอาแต่ใจสุดโต่งให้คนถูกพูดกระทบนั้นโกรธจัดจนต้องหันมาขว้างระเบิดใส่สมาชิกคนอื่นๆ นับครั้งไม่ถ้วน แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้เกราะป้องกันของอึนฮยอกนั้นจะเปราะบางเกินไป สุดท้ายก็ต้องถูกความโกรธของคังอินผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาคมผู้สนับสนุนคิเฮเผาผลาญจนหมดสิ้นภายในพริบตาเดียว





“เฮอะ ฉันไม่เคยว่ามันสักครั้งหรอกนะ แต่ครั้งนี้มันทนไม่ได้จริงๆ ว่ะ มีอย่างที่ไหน คิบอมจะไปอเมริกาแล้วไม่ไปส่งที่สนามบิน อ้างว่าปวดหัวอย่างนั้นอย่างนี้ เล่นตัวนัก แล้วเป็นไงล่ะ? สมน้ำหน้า!”





“คังอิน!” นางฟ้าประจำวงเรียกชื่อคนรักด้วยความตกใจ ใบหน้าหวานแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด คิดไม่ถึงว่าคังอินจะกล้าพูดแรงถึงขนาดนี้ โตจนป่านนี้แล้วยังพูดจาเหมือนเด็กอยู่อีก ถ้าหากว่าทงเฮมาได้ยินเข้าจะรู้สึกอย่างไร จริงอยู่ที่ว่าทงเฮไม่ได้มีนิสัยแตกต่างไปจากที่ใครๆ วิจารณ์ แต่สำหรับปาร์คจองซูนั้น...ทงเฮก็เป็นแค่เด็กผู้ชายคนหนึ่ง บางครั้งก็ขาดการไตร่ตรองก่อนที่จะพูดหรือลงมือทำ เรื่องพฤติกรรมเป็นเรื่องที่ต้องปรับเปลี่ยนอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพียงแค่คนรอบข้างเข้าใจทงเฮบ้างเท่านั้นก็พอ





หัวหน้าวงคนสวยพยายามใช้สายตาดุดันเตือนให้คังอินรู้จักสงบสติอารมณ์ แต่ดูเหมือนจะไร้ผล จากที่เป็นคนอารมณ์ร้อนและโมโหง่ายอยู่แล้ว เมื่อต้องมาพบเจอกับเรื่องที่งี่เง่าที่สุดในชีวิต จึงทำให้คังอินควบคุมตัวเองไม่ได้ ก่อนจะระเบิดออกมาอย่างเหลืออดในท้ายที่สุด





“ก็มันจริงไหมล่ะ!?” คังอินขึ้นเสียงใส่อีกฝ่ายอย่างลืมตัว สมาชิกอีกเก้าคนที่เหลือรู้สึกได้ถึงความคุกรุ่นที่แทรกอยู่ในบรรยากาศ คิมฮีชอลซึ่งได้สติขึ้นมาก่อนใครเพื่อนรีบวิ่งเข้าไปหาหัวหน้าวง แตะไหล่บางนั้นเบาๆ เพราะสีหน้าของจองซูในตอนนี้เป็นสีหน้าที่เรียกได้ว่าแย่มากถึงมากที่สุดเลยทีเดียว





แต่ก่อนที่ฮีชอลจะได้เอ่ยปากยับยั้งอารมณ์โกรธของคังอิน ประโยคที่ขัดขึ้นมากลางอากาศก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับต้องช็อกไปตามๆ กัน






“คนอย่างมันน่ะนะ ต่อให้พรุ่งนี้คิบอมจะตาย มันก็ไม่สนใจหรอก!”



เพี้ยะ!





ฝ่ามือเรียวกระทบใบหน้าของคนรักเต็มแรง หยาดน้ำอุ่นใสพรั่งพรูลงมาจากดวงตารีเรียวคู่สวยท่ามกลางหัวใจของสมาชิกซุปเปอร์จูเนียร์ทุกคนที่ดิ่งวูบลงสู่เหวลึกยากเกินจะฉุดรั้ง ความจริงบางอย่างเกี่ยวกับคิบอมที่อัดแน่นอยู่เต็มอกแต่ทุกคนก็พยายามที่จะดึงความคิดด้านบวกมาลบล้างความเครียดให้จางหาย แต่ท้ายที่สุดแล้วคังอินก็เป็นผู้รื้อฟื้นความเลวร้ายนั้นขึ้นมาใหม่จนได้ ความคิดที่ถูกถ่ายทอดผ่านทางคำพูดบีบคั้นความรู้สึกของทุกคนได้รุนแรงที่สุดเท่าที่ชีวิตได้เคยพานพบ





อุบัติเหตุเมื่อปีก่อนที่สร้างบาดแผลให้เกิดขึ้นภายในใจของสมาชิกทั้งสิบสามคน เพิ่งเยียวยาให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไม่นาน ความเจ็บปวดก็มีอันต้องมาเยือนอีกครั้งทั้งที่ไม่เคยเรียกร้อง และดูเหมือนว่าจะเป็นความโหดร้ายเกินกว่าที่คนธรรมดาๆ อย่างพวกเขาจะรับได้ไหว จองซูร้องไห้สะอึกสะอื้นเช่นเดียวกับซองมินและฮีชอลที่กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ในขณะที่คนอื่นๆ ก็ได้แต่ยืนเงียบ พยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะสะกดความอ่อนแอของตัวเองเอาไว้ทั้งที่เสียใจจนอยากจะร้องไห้ออกมาเหลือเกิน ก่อนหัวหน้าวงผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนที่เข้มแข็งที่สุดในซุปเปอร์จูเนียร์จะรวบรวมเรี่ยวแรงที่มีเหลือยู่เพียงน้อยนิดแล้วตอบกลับไปด้วยคำพูดที่สร้างความเจ็บปวดให้เกิดขึ้นในใจของคนฟังอีกครั้ง...





“อย่าพูดแบบนี้ให้ฉันได้ยินอีก...ฉันเชื่อว่าคิบอมจะไม่ทิ้งพวกเราไปไหน....เขาไม่มีวันทิ้งทงเฮ...ไม่มีวันทิ้งพวกเรา!”





.




.





ร่างบอบบางที่นั่งพิงบานประตูอยู่ในห้องนอนได้ยินทุกประโยคของสมาชิกในวงอย่างชัดเจน หากเป็นเวลาปกติ ทงเฮคงจะรีบเปิดประตูแล้วด่ากราดคนที่แอบนินทาตนลับหลังโดยไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งนั้น แต่ไม่รู้ทำไมว่าตอนนี้มือไม้ถึงได้อ่อนแรง เพียงแค่จะลุกขึ้นยืนก็ทำได้ลำบากเหลือเกิน  ในสมองที่เคยมีเรื่องราวมากมายวิ่งวนกันให้วุ่นกลับขาวโพลนไปหมด เหลือเพียงความว่างเปล่า ไร้ความคิดมาเติมเต็มให้สติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เหมือนว่าโลกใบนี้ว่างเปล่าไปหมดหลังจากได้ยินคำพูดของหัวหน้าวงที่น้อยครั้งนักจะระเบิดอารมณ์ออกมาให้คนรอบข้างได้เห็น แม้แต่คนรักอย่างคังอินยังถูกตวาดใส่ขนาดนั้น





แค่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ทงเฮรู้แล้วว่า....อะไรคือสาเหตุที่ทางค่ายต้องส่งคิบอมไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา





เสียงหมุนลูกบิดประตูสะกิดความรู้สึกของทงเฮให้ทำงาน รีบลุกขึ้นยืนก่อนบานประตูจะถูกเปิดออก ไม่ต้องเดาให้เสียเวลา ทงเฮก็รู้ว่าคนที่ถือวิสาสะเข้ามาในห้องนอนของเขาได้โดยไม่จำเป็นต้องเคาะประตูนั้นคือใคร





“เป็นอะไรไป?”





ทงเฮได้ยินอึนฮยอกถามเช่นนั้นแล้วก็ต้องหลุบตาลงต่ำโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากบางขยับน้อยๆ จนแทบจะไม่ได้ยินคำตอบ





“ไม่ได้เป็นอะไร”





“แน่ใจนะ?”






“อืม” เสียงตอบรับไม่หนักแน่นเท่าที่ควร ก่อนทงเฮจะพาร่างที่เหมือนจะไร้วิญญาณในความรู้สึกของอึนฮยอกกลับไปยังเตียงนอน แนบเสี้ยวหน้าลงบนหมอนใบโต แววตาที่เคยสุกใสเลื่อนลอย บางสิ่งบางอย่างที่ถูกปล่อยให้ทะลักล้นออกมาจากดวงตาคู่นั้นทำให้อึนฮยอกต้องเดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ แล้วลูบศีรษะของเพื่อนรักเบาๆ ด้วยความรู้สึกที่แสนหดหู่





“ถ้าไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ...แล้วแกร้องไห้ทำไม?”





แทนที่ทงเฮจะรีบปาดน้ำตาออกแล้วอ้างว่าฝุ่นเข้าตาหรือเกิดอาการเคืองตาเพราะคอนแทคเลนส์เหมือนอย่างทุกครั้ง กลับนอนแน่นิ่งและปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเรื่อยๆ อยู่อย่างนั้น ไม่คิดจะกำจัดออกไป เพราะรู้ว่าไร้ความหมาย ไม่คิดจะขยับร่างกายเพราะรู้ว่าเรี่ยวแรงไม่หลงเหลืออีกต่อไปแล้ว แค่รู้ว่าคิบอมต้องไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาอย่างไม่มีกำหนดกลับประเทศบ้านเกิดก็ใจหายมากพออยู่แล้ว แต่ความจริงที่เพิ่งรู้รับจากปากของหัวหน้าวงโดยบังเอิญกลับเหมือนค้อนนับร้อยที่ทุบลงมาตามร่างกายให้ทรมานจนแทบอยากหยุดลมหายใจของตัวเองลงให้มันจบสิ้นกันไปเสีย





“ทำไมคิบอมไม่บอกฉัน?”





“แล้วที่ผ่านมา แกเคยสนใจคิบอมด้วยเหรอ?”





“อึนฮยอก!”





“หรือไม่จริง?” อึนฮยอกเป็นคนเดียวในโลกนี้ที่กล้าย้อนคนหัวแข็งดื้อด้านไม่ยอมคนอย่างลีทงเฮด้วยคำพูดแทงใจให้เพื่อนรักคนนี้ต้องพ่ายแพ้แทบทุกครั้งไป ขณะที่ทงเฮก็ได้แต่กัดริมฝีปากเพื่อระงับอารมณ์ อยากจะตอบกลับไปใจจะขาดว่าสิ่งที่อึนฮยอกใส่ร้ายนั้นไม่จริงเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ในส่วนลึกของใจก็ยังคงกลัวว่าอึนฮยอกจะเถียงกลับด้วยการขุดคุ้ยเรื่องราวร้อยแปดระหว่างทงเฮกับคิบอมขึ้นมาเพื่อให้ทงเฮยอมรับความผิดที่ตัวเองเป็นคนก่อขึ้นแต่โดยดี





“คิบอมน่าจะรู้จักคนอย่างฉันดี” ใบหน้าเรียวสวยเชิดขึ้นเล็กน้อย มั่นใจเหลือเกินว่าคิบอมรู้จักตัวตนของเขาไม่น้อยไปกว่าอึนฮยอก ในเมื่อเขากับคิบอมไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งเกินไปกว่าคำว่าเพื่อน การที่ทงเฮไม่ได้ดูแลเอาใจใส่หรือแสดงความรักและห่วงใยออกมาให้ใครได้เห็น คิบอมก็น่าจะเข้าใจดี





“ฉันอยู่กับแกมาจนป่านนี้...ฉันยังไม่เข้าใจแกเลยทงเฮ” อึนฮยอกมองหน้าหวานๆ ของเพื่อนสนิทแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย “เถียงฉอดๆๆ ทั้งๆ ที่ยังร้องไห้ แกทำได้ยังไง?”




“ฉันแสบตา”




“ทำไม?”




“ฉันไม่รู้...รู้แต่ว่าแสบตา” ทงเฮตอบเสียงเรียบ ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาท้าท้ายความโหดร้ายของโลกใบนี้อยู่อย่างนั้น อึนฮยอกอดทนมองภาพของเพื่อนรักที่นอนร้องไห้อยู่เนิ่นนาน ก่อนเส้นความอดทนของเขาจะถูกตัดฉับลงเพราะประโยคต่อมาที่ช่างสะเทือนความรู้สึกเหลือเกิน “แล้วก็หยุดร้องไห้ไม่ได้”





ก่อนที่ทงเฮจะได้ปล่อยเสียงสะอื้นไห้ออกมา อึนฮยอกก็ตัดสินใจดึงร่างบอบบางของเพื่อนรักเข้ามากอดไว้หลวมๆ ตามด้วยเสียงสะอึกสะอื้นของทงเฮที่ดังก้องอยู่ในหู มือเรียวลูบเรือนผมสีดำสนิทเบาๆ เพื่อปลอบโยน เขาเองก็เสียใจเรื่องคิบอมไม่น้อยไปกว่าใคร แม้ใครต่อใครจะบอกว่าอึนฮยอกคนนี้เป็นคนอ่อนไหวที่สุดในสมาชิกทั้งสิบสามคน แต่ก็ความจริงแล้วจิตใจของเขาแข็งแกร่งกว่าทุกคนและเข้มแข็งพอที่จะไม่ร้องไห้ออกมาในสถานการณ์ที่กำลังตึงเครียดเช่นนี้





คนที่แกล้งทำเป็นเข้มแข็งตลอดเวลาอย่างลีทงเฮต่างหาก....ที่อ่อนไหวกว่าใครทั้งหมด





อึนฮยอกฟังเสียงสะอื้นไห้ของเพื่อนรักที่เริ่มแผ่วเบาลงเรื่อยๆ จนค่อยๆ หยุดลง ก้มหน้าลงมองคนในอ้อมกอดที่ผล็อยหลับแล้วก็ยิ้มบางๆ ก่อนจะประคองเพื่อนรักหน้าสวยแต่อวดเก่งไม่มีใครเกินให้นอนลงบนเตียง มองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาอยู่พักหนึ่ง ก็ตัดสินใจออกมาจากห้องนอนด้วยไม่อยากทนดูภาพอันแสนเศร้าของทงเฮนานไปกว่านี้





แต่เมื่อเดินออกมาจากห้องของทงเฮ ก็ได้พบกับสภาพที่ไม่แตกต่างจากคนที่นอนหลับสนิทอยู่ในห้องนั้นเท่าใดนัก ความสนุกสนานร่าเริง เสียงอึกอึกครึกโครมและเสียงโหวกเหวกโวยวายยิ่งกว่าตลาดสดแห่งใดบนโลกกลับกลายเป็นเพียงความเงียบงัน ทั้งๆ ที่สมาชิกทุกคนอยู่กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาหากไม่นับคนที่เพิ่งเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเมื่อตอนเช้าและปลาน้อยที่นอนร้องไห้จนผล็อยหลับไป





เรียวอุค เยซองและฮันกยองช่วยกันทำอาหารกลางวันอยู่ในครัว ขณะที่ฮีชอลกับชีวอนกำลังนั่งดูอัลบั้มรูปตั้งแต่สมัยที่พวกเขาเพิ่งเข้ามาเป็นเด็กฝึกหัดใหม่ๆ ซองมินนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงโซฟา มือเล็กถูกกอบกุมไว้ด้วยมือของคยูฮยอนซึ่งกำลังนั่งฟังเพลงจากไอพอดอยู่ข้างๆ กัน แม้แต่ชินดงที่กำลังนั่งดูรายการตลกในโทรทัศน์ก็ไม่ได้หัวเราะด้วยความขบขันกับมุขแป้กๆ เหมือนอย่างเคย





ขณะที่คู่รักที่เพิ่งทะเลาะกันสดๆ ร้อนๆ ก็แยกอยู่กันคนละมุมห้อง หัวหน้าวงคนสวยกำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดตารางงาน ปากสีสดบ่นพึมพำไปเรื่อยเมื่อเห็นตารางงานที่วิ่งชนกันวุ่นวายไปหมด พอยกหูโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อผู้จัดการ คุยกันไปได้ไม่กี่คำก็ต้องอารมณ์เสียจนแทบอยากเขวี้ยงโทรศัพท์ทิ้ง ด้านคังอินก็ได้แต่นั่งขีดๆ เขียนๆ อะไรบางอย่างลงบนกระดาษ สายตาเหลือบมองคนรักที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่งเป็นระยะๆ เห็นจองซูเครียดแบบนั้นแล้วก็อยากเดินเข้าไปหาแล้วให้กำลังใจ แต่เพราะรู้ดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้กำลังร้อนระอุได้ที่ เขาทำอะไรไปก็คงไม่ต่างจากราดน้ำมันลงบนกองเพลิง รอให้จองซูสงบลงกว่านี้ค่อยเคลียร์กันทีหลังก็ยังไม่สาย





คังอินยังมีเวลาที่จะตามอ้อนตามง้อจองซูอีกทั้งชีวิต





ต่างจากเวลาของใครบางคน...ที่กำลังจะหมดลงในอีกไม่ช้า






อึนฮยอกกะพริบตาหลายครั้งกว่าที่น้ำตาจะยอมไหลย้อนกลับลงไปอยู่ในใจ ครั้งสุดท้ายที่เขาได้เห็นภาพอันน่าหดหู่นี้ก็คือตอนที่พวกเขาประสบอุบัติเหตุและคยูฮยอนนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล แต่พวกเขาก็สามารถผ่านพ้นเหตุการณ์เลวร้ายนั้นมาได้ด้วยกำลังใจจากคนรอบข้างและแฟนคลับทุกคน จนในที่สุดคยูฮยอนก็สามารถกลับมาร้องเพลงได้เหมือนเดิม ซุปเปอร์จูเนียร์กลับมาเป็นซุปเปอร์จูเนียร์ที่เข้มแข็งอีกครั้ง





แต่คราวนี้...เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พวกเขาทุกคนรู้ดีว่าแม้แต่ปาฏิหาริย์ก็คงไม่อาจยื้อเอาไว้ได้





อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด






อย่างน้อย...พวกเขาก็ได้ใช้เวลาทั้งหมดที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว





จะเหลือก็แต่คนเอาแต่ใจคนนั้น...เมื่อไหร่จะรู้ใจของตัวเองเสียที





.





.






ถ้าหากหนึ่งสัปดาห์มีสักหนึ่งพันวัน ทุกสิ่งทุกอย่างภายในอพาร์เมนท์แห่งนี้คงเปลี่ยนไปจนไม่เหลือเค้าเดิม ลีทงเฮคงไม่มายืนอยู่หน้ากระจกทนมองใบหน้าของตัวเองที่มีสภาพไม่ต่างจากคนอดนอนมาสามร้อยวันได้ ดวงตาบวมช้ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก แต่นี่เพราะหนึ่งสัปดาห์มีเพียงแค่เจ็ดวัน และช่างเป็นเจ็ดวันที่ยาวนานที่สุดในชีวิต ทงเฮมองสภาพอันน่าสมเพชของตัวเองอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ หยิบเครื่องสำอางที่วางอยู่ตรงหน้าขึ้นมาช่วยปกปิดความหม่นหมองบนใบหน้าด้วยไม่อยากทำให้คนอื่นๆ เป็นห่วงมากนัก





“ทงเฮ พี่อีทึกให้มาตาม”





ทงเฮเบือนหน้าหนีเพื่อนรัก ก่อนจะกวาดตาไปรอบๆ ห้องพลางใช้ความคิดหนักหน่วงเอาการ ในที่สุดก็ตัดสินใจเดินตรงไปยังตู้เสื้อผ้า คว้าเอากระเป๋าเดินทางใบเล็กที่อยู่หลังตู้เสื้อผ้าแล้วยัดชุดลำลองสองสามชุดลงในกระเป๋าใบนั้นท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยของอีกคน แต่กว่าที่สมองของอึนฮยอกจะประมวลผลเสร็จสมบูรณ์ เพื่อนร่างเล็กก็กระชากประตูออกแล้วเดินลิ่วๆ ออกไปจากห้องนอนเป็นที่เรียบร้อย





“เฮ้ย! นี่แกจะไปไหน!?” ขาแร็พผู้ซึ่งมีความสามารถเฉพาะตัวด้านการเต้นไม่แพ้ใครกระโดดข้ามโซฟาที่ตั้งอยู่กลางห้องนั่งเล่น ไปหยุดยืนอยู่หน้าร่างบางที่กำลังก้มลงถอดสายชาร์จแบตเตอร์รี่ออกจากไอพอดสีขาว ในขณะที่สมาชิกสามสี่คนที่กำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่นั้นต้องเกิดอาการงุนงงไปตามๆ กัน ซองมินที่คิดได้ก่อนใครเพื่อนรีบวิ่งไปตามสมาชิกคนอื่นๆ ที่ต่างปลีกวิเวกกันไปคนละทิศคนละทางให้กลับมารวมตัวกันในห้องนั่งเล่น





ไม่นานลีทงเฮคนสวยก็ต้องตกเป็นจุดเด่นภายในอพาร์ทเมนท์ไปโดยปริยาย แต่มีหรือที่เจ้าตัวจะเคยสนใจความเป็นไป
ของโลกใบนี้ เมื่อยัดไอพอดลงกระเป๋ากางเกง ตรวจดูหนังสือเดินทางและกระเป๋าเงินก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาติดต่อหาผู้จัดการวงทันที แต่น่าแปลกที่ทงเฮไม่ได้พูดอะไรมากกว่าการตอบรับเพียงแค่สองสามครั้ง ก่อนจะวางสาย ร่างบางคงจะเดินออกไปจากอพาร์ทเมนท์แห่งนี้ได้อย่างสงบถ้าหากว่าไม่ถูกเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของเพื่อนรักเข้ามาแทรกในโสตประสาทเสียก่อน





“เอาแน่เหรอทงเฮ?”




“ฉันไม่ได้เป็นแบบที่พี่คังอินพูดหรอกนะ”





คนถูกพาดพิงกลืนน้ำลายลงอย่างฝืดคอเต็มที เห็นสีหน้าของทงเฮที่ดูเหมือนจะร้องไห้แล้วก็พูดอะไรไม่ออก ทั้งสายตาของปาร์คจองซูที่ปรายมองมาก็ยังช่วยกดดันเขาด้วยอีกแรง หมีขาวขั้วโลกเหนือจึงจำต้องก้มหน้ายอมรับความผิดของตนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้




ท่ามกลางสายตาสิบเอ็ดคู่ที่จับจ้องอยู่ที่เจ้าของใบหน้าสวยหวานฉายาปลาน้อยแห่งทะเลตะวันออก แต่ดูเหมือนว่าคนๆ เดียวที่กล้าสบตาทงเฮตรงๆ ได้ก็คือเพื่อนรักจอมวุ่นวายที่มักจะเข้ามายุ่มย่ามทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของทงเฮเสมอ ถ้าหากเป็นคนอื่นคงจะโดนด่ากลับไปชนิดที่ว่าเข็ดไปอีกสามร้อยปี แต่เพราะทงเฮรู้ดีว่าอึนฮยอกเป็นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เข้าใจความรู้สึกของเขาดีกว่าใครทั้งหมด คำพูดจากระแทกแดกดันที่พ่นใส่ไม่เว้นแต่ละวันก็เพราะความห่วงใยที่คนอย่างอึนฮยอกมักจะแสดงออกไม่เหมือนคนอื่นๆ ก็เท่านั้นเอง





“แล้วนี่จะไปคนเดียวหรือไง? ภาษาอังกฤษของแกน่ะห่วยแตก...”





“พอได้แล้ว ฉันจัดการชีวิตฉันเองได้”





“แต่วันนี้มีงาน”





“แล้วไง?”





ทงเฮกวาดตามองสมาชิกซุปเปอร์จูเนียร์ทุกคนซึ่งไม่มีใครกล้าคัดค้าน ประกายแห่งความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวสะท้อนอยู่ในดวงตาคู่สวยแสดงออกถึงความเข้มแข็งจนทุกคนต่างต้องยอมแพ้ อย่างน้อยทงเฮก็เคยไปที่สหรัฐอเมริกาและเคยไปเยี่ยมครอบครัวของคิบอมอีกด้วย เรื่องภาษาพูดคงไม่ใช่อุปสรรคที่หนักหนาเกินกว่าคนอย่างลีทงเฮจะฝ่าไปไม่ได้หรอก ในเมื่อทงเฮเลือกแล้ว ไม่ว่าผลของการตัดสินใจครั้งนี้จะออกมาเป็นอย่างไร สมาชิกทุกคนก็หวังเพียงแค่ให้สายใยความสัมพันธ์ของคิบอมกับทงเฮที่พันเกี่ยวกันยุ่งเหยิงนั้นคลี่คลายได้เสียที





ขอให้ทงเฮได้พบคิบอม...ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป





.





.






สายลมบางเบาพัดใบไม้สีเหลืองจัดให้พลัดจากกิ่งก้าน ล่องลอยตามแรงโน้มถ่วงของโลกก่อนจะทิ้งตัวลงนอนแน่นิ่งในอุ้งมือหนา นัยน์ตาคมกริบสีนิลละออกจากธารน้ำสายเล็กๆ เบื้องหน้า ริมฝีปากซีดเซียวโปรยยิ้มบางๆ ให้กับใบไม้ใบนั้นอย่างอ่อนล้าทว่ายังคงไว้ซึ่งความอ่อนโยนตามแบบฉบับของเจ้าชายน้ำแข็งแห่งซุปเปอร์จูเนียร์ เขาเอนหลังพิงกับต้นไม้ใหญ่ซึ่งแผ่กิ่งก้านสาขาให้ความร่มรื่นบดบังแสงอาทิตย์อ่อนๆ ยามเช้าที่ย่างเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงเบาๆ ท่ามกลางสายลมอ่อนๆ ที่พัดผ่านมาไม่ขาดระยะ...



“ขี้โกง..” เสียงหวานใสที่แสนไพเราะดังเสียงระฆังก้องกังวานจากสรวงสวรรค์ทำให้คนที่กำลังจะตกสู่ห้วงนิทราต้องเปิดตาขึ้นอย่างรวดเร็ว หัวใจกระตุกวูบหนึ่งก่อนจะถูกรอยยิ้มหวานของคนตรงหน้ากระชากอย่างแรงจะแทบหลุดออกมานอกอก กรอบตาคมกะพริบอยู่หลายครั้ง ร่างบอบบางที่ย่อตัวลงนั่งข้างๆ และมือเรียวขาวที่แตะลงบนผิวแก้มของเขา บ่งบอกว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า หาใช่ภาพมายาเหมือนดังที่วาดฝันไว้ไม่




“ทำไมไม่บอกฉันเลยว่าที่นี่อากาศดีขนาดนี้ จะได้ตามมาอยู่ด้วย”






ทงเฮได้ยินคิบอมหัวเราะ แต่ก็แผ่วเบาจนจับความรู้สึกที่แฝงมาในเสียงหัวเราะนั้นไม่ได้เลย





“อยู่กับคนป่วยอย่างผม ไม่ดีหรอกนะทงเฮ”





“งั้นก็หมายความว่า ตอนที่นายดูแลฉันเวลาฉันป่วย มันไม่ดีสักนิดเลยใช่ไหม?” ทงเฮยู่หน้า ละมือออกจากใบหน้าคมคายของอีกฝ่ายก่อนจะเอนหลังพิงต้นไม้ใหญ่ เสียงนกน้อยร้องเพลงบวกกับเสียงลำธารใสไหลเอื่อยพาให้หัวใจสดชื่นสดใสขึ้นมาในทันใด เหมือนว่านานแสนนานเหลือเกินที่ไม่ได้สัมผัสถึงความอ่อนโยนของธรรมชาติ ดวงหน้าหวานที่มีร่องรอยความน้อยใจในทีแรกปรับเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มหวานฉ่ำอย่างที่คิบอมปรารถนาที่จะเห็นมาตลอด ยิ่งเมื่อทงเฮหันหน้ามามองตัวเขา รอยยิ้มอ่อนหวานที่มีให้เขาแต่เพียงผู้เดียว ทำให้เขาต้องข่มใจไม่ให้ดึงร่างบางมากอดไว้แล้วซบหน้าร้องไห้กับไหล่บางนั้น



อย่างน้อย....พระเจ้าก็ยังเมตตา ให้รอยยิ้มทงเฮมาเพื่อแลกกับลมหายใจของเขา





“ทงเฮ...” คิบอมครางเบาๆ เมื่อทงเฮเป็นฝ่ายเอนศีรษะซบกับไหล่กว้างของเขาอย่างที่ชอบทำเป็นประจำ ริมฝีปากซีดกำลังจะขยับพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ต้องชะงักเพราะถูกอีกฝ่ายพูดตัดขึ้นมาก่อน





“ฉันคิดถึง...” เปลือกตาบางปิดลงเบาๆ แพขนตางอนยาวซึมซับน้ำใสๆ ที่ไหลรินลงจากดวงตาที่ปิดสนิท มืออุ่นที่เอื้อมมากอบกุมมือของตัวเองเอาไว้ไม่ต่างจากผ้าห่มผืนหนาที่คลุมร่างกายยามสายลมหนาวพัดผ่าน อบอุ่นจนไม่อาจหยุดน้ำตาที่กำลังไหลลงมาไม่ขาดสายนี้ได้เลยแม้แต่หยดเดียว “คิดถึงนายใจจะขาด”







เสียงหวานใสยามร้องเพลงที่ว่าไพเราะจับใจคิมคิบอมอยู่เสมอ กลับไพเราะยิ่งกว่าเดิมเมื่อเอ่ยวาจาที่เคยล่องลอยอยู่ในจินตนาการ คิบอมทอดมองใบหน้าสวยหวานของอีกฝ่ายด้วยแววตาที่แสนอ่อนโยนไม่เคยเปลี่ยนไป กระชับมือเรียวในแน่นขึ้นราวกับต้องการมั่นใจว่าร่างบอบบางที่อยู่ข้างกาย ไม่ใช่เพียงแค่นิยายที่ถูกแต่งขึ้นความจากฝัน





“ตอนที่รู้ความจริง...รู้ไหมว่าฉันแทบบ้า”





‘คิบอมเป็นโรคมะเร็ง..ตอนนี้มาถึงระยะสุดท้ายแล้ว’





‘ตั้งแต่เมื่อไหร่ฮะพี่อีทึก?’





‘พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่คิบอมเอาแต่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาดูแลสุขภาพตัวเอง เขาก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้เอง’





‘แล้วทำไมผมถึงไม่รู้เรื่อง!’





‘ซุปเปอร์จูเนียร์ทุกคนไม่มีใครรู้เรื่องนี้...จนกระทั่งคิบอมบอกว่าทางค่ายจะส่งไปทำงานที่สหรัฐฯ เราถึงได้เค้นเอาความจริง’





‘คิบอมต้องไปรักษาตัวที่นั่น...และคงอยู่ได้อีกไม่นาน’








“ตอนอยู่บนเครื่องบิน ฉันก็ได้แต่ภาวนา ขอให้นายอย่าเพิ่งเป็นอะไร”



ทงเฮเริ่มสะอึกสะอื้น ยิ่งคิดน้ำตาก็ยิ่งไหลลงมาราวกับน้ำฝน คิบอมเม้มริมฝีปากแน่นแล้วค่อยๆ ไล้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างทะนุถนอม คำพูดของทงเฮไม่ต่างจากคมมีดที่กรีดลงกลางหัวใจให้เขาเจ็บปวดแทบตาย ความจริงที่ทงเฮพูดถึงนั้น คือสิ่งที่ทำให้เขาเสียใจที่สุดในชีวิต เสียใจยิ่งกว่าการถูกปฏิเสธความรักไม่รู้กี่ร้อยพันเท่า ทว่าคิบอมก็ไม่คิดต้องการที่จะผลักไสหากมันจะทำให้ทงเฮห่วงใยเขาบ้างแค่สักวินาที





ความรู้สึกของทงเฮที่เขาสัมผัสได้นั้น...จะคิดเข้าข้างตัวเองได้ไหมว่าทงเฮไม่ได้เห็นเขาเป็นคนไร้ค่า





คิมคิบอมยังคงสำคัญสำหรับทงเฮอยู่ใช่ไหม?






“ทงเฮครับ?” คิบอมเรียกอีกคนเสียงแผ่ว คนตัวเล็กค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาคู่สวยยังคงมีน้ำใสๆ เอ่อล้น ต่างจากคิบอมที่ยิ้มบางๆ ให้คนน่ารักของเขาเหมือนทุกครั้ง มือใหญ่ลูบเรือนผมสีดำสนิทเบาๆ “ผมขอนอนตักทงเฮได้ไหม?”





ร่างบางพยักหน้ารับยิ้มๆ คิบอมจึงค่อยๆ เอนตัวลงนอนราบกับพื้นหญ้า วางศีรษะลงบนตักของอีกฝ่าย นัยน์ตาที่เปล่งประกายพราวระยับของทงเฮนั้น...ยังสวยงามไม่เปลี่ยนไปจากวันแรกที่เจอกัน ใบหน้าเรียวสวย...แม้จะซูบซีดลงเพราะทำงานหนักมากเกินไป แต่ก็ยังทำให้คิมคิบอมไม่อาจละสายตาได้เหมือนเดิม มือใหญ่ยกขึ้นแตะผิวแก้มเนียนใสที่เปรอะไปด้วยน้ำตา ก่อนจะถูกทาบทับด้วยมือเรียวขาวที่แสนอบอุ่น รอยยิ้มหวานๆ ของทงเฮนั้นทำให้เขาแทบกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่





“ขอโทษนะคิบอม...ฉัน....”





คิบอมรั้งใบหน้าหวานให้เข้ามาใกล้ ก่อนจะกดประทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่ม ไม่มีการล่วงเกินมากไปกว่าการสัมผัส ความอ่อนโยนแบบเดิมๆ ของเขาทำให้ทงเฮค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงเบาๆ เพื่อซึมซับเอาความรักครั้งสุดท้ายให้ซึมลึกลงในหัวใจให้เนิ่นนานที่สุด...





ทำไมนะ...ทำไมที่ผ่านมา





ทำไมไม่ยอมให้คิบอมกอดแน่นกว่านี้




ทำไมไม่ยอมให้คิบอมถ่ายทอดความรักให้มากกว่านี้






ทำไมทงเฮไม่รักคิมคิบอมให้มากกว่านี้...




ริมฝีปากของทั้งสองค่อยๆ ผละออกจากกันทั้งที่อยากจะอยู่อย่างนั้นตลอดไป...ทงเฮเห็นคิบอมยิ้มแล้วก็อยากยิ้มตามบ้าง แต่ไม่รู้ว่าทำไม ยิ่งฝืนตัวเองเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ยินเสียงสะอื้นของหัวใจดังขึ้นเรื่อยๆ จนไม่อาจหยุดธารน้ำตาที่หลั่งรินออกมาได้เลยแม้แต่หยดเดียว





“อยากฟังเพลงไหม? ฉันชาร์จแบตไอพอดมาเพื่อนายเลยนะเนี่ย” ทงเฮพูดเสียงสดชื่นทั้งที่น้ำตายังไหลลงมาอยู่อย่างนั้น มือเรียวหยิบไอพอดสีขาวออกมาจากกระเป๋ากางเกง  เสียบหูฟังข้างหนึ่งให้กับคิบอม ก่อนจะกดเล่นเพลงโปรดที่เขากับคิบอมเคยนั่งฟังด้วยกันบ่อยๆ ก่อนที่จะเดบิวต์





แต่หลังจากที่พวกเขาได้เปิดตัวครั้งแรก...เวลาที่เคยมีร่วมกันก็เหมือนจะลดน้อยลงทุกขณะ หนึ่งวันผ่านไปรวดเร็วเหมือนหนึ่งนาที เวลาหายใจยังแทบไม่มี ทุ่มเททั้งร่างกายและหัวใจให้กับงานที่ตัวเองรักจนลืมคิดถึงใครอีกคนที่คอยอยู่เคียงข้างกันเสมอมา ไม่ว่าจะในยามที่มีความสุขจนล้นหัวใจ หรือผิดหวังเสียใจจนแทบอยากฆ่าตัวตาย ทงเฮไม่เคยรู้สึกเลยว่าผู้ชายคนนี้เป็นเพียงคนๆ เดียวที่ไม่เคยเปลี่ยนไปจากวันแรกที่ได้พบกัน





กว่าจะรู้ตัวอีกที...ทงเฮก็เกือบจะสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตนั้นไปแล้ว





“ผมรักทงเฮ...” เสียงทุ้มนุ่มนวลดังกลบเสียงเพลงจนหมดสิ้น ทงเฮก้มลงมองใบหน้าคมคาย เห็นดวงตาคมที่ปิดสนิทฉ่ำด้วยหยาดน้ำใสๆ แล้วน้ำตาของตัวเองก็ยิ่งทะลักล้น ก่อนมือเรียวจะกระชับมือของอีกคนให้แน่นขึ้นราวกับต้องการให้คิบอมรู้ว่าลีทงเฮคนนี้ยังอยู่ข้างๆ เสมอ





“รู้แล้ว”





“แล้วทงเฮล่ะ?”







คนตัวเล็กปาดน้ำใสๆ ที่เอ่อล้นเต็มสองตา แล้วก้มลงกระซิบข้างหูเบาๆ






“ไว้ถ้านายตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่...แล้วฉันจะบอกนะ” ริมฝีปากสีหวานวาดเป็นรอยยิ้มบางๆ นัยน์ตาสีราตรีคู่สวยสะท้อนความรู้สึกที่คิบอมไม่อาจมองเห็น มือของทงเฮยังคงเกาะเกี่ยวมือขาวซีดเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือนี้ไป อาจจะต้องสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปตลอดกาล





.





.







“คิบอม...”





.





.






“ยังไม่หลับใช่ไหม?”






สายลมบางเบาพัดผ่านมาทดแทนคำตอบที่อีกฝ่ายไม่อาจเอื้อนเอ่ย ทงเฮยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้น มองคิบอมที่นอนหลับพริ้มแล้วสายน้ำอุ่นร้อนก็ไหลลงมาไม่ยอมหยุด จากดวงตาคู่สวยหลั่งรินลงสู่มืออันอบอุ่นและท่อนแขนที่เคยโอบกอดปลอบโยนทุกครั้งที่ทงเฮร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กๆ





แต่คราวนี้...คิบอมไม่ได้ลุกขึ้นมาเพื่อซับน้ำตาให้เจ้าหญิงของเขาเหมือนอย่างเคยอีกแล้ว




บางที...คิบอมอาจจะเหนื่อยเพื่อทงเฮมามากเกินพอแล้วก็ได้





ให้เวลาเขาพักผ่อนบ้างก็ดีเหมือนกัน...






ทงเฮหลับตาลงช้าๆ เรียวปากบางค่อยๆ เลื่อนสัมผัสกับริมฝีปากซีดของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวลและเนิ่นนาน








สัมผัสครั้งสุดท้ายถูกเก็บลงในกล่องความทรงจำ...ก่อนที่มันจะจางหายไปกับสายลมอย่างไม่มีหวนกลับคืน







“ฝันดีนะ...คิบอม”





ฉันจะรอ...จนกว่านายจะตื่นขึ้นมา






ตื่นขึ้นมาฟังคำว่า ..รัก.. จากฉัน







ไม่ว่าจะนานแค่ไหน...ฉันก็จะเก็บคำๆ นี้ไว้ให้นายคนเดียว





จนกว่าจะได้พบนายอีกครั้ง









ฉันสาบาน...

 












THE END

 











...................................


Talk :  Create 11 พฤษภาคม 2551
          Modified 14 ตุลาคม 2551 (ตอนแรกเขียนเป็นพ.ย.ได้ไงฟะ)


เฮือกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก


ใช้เวลาแต่งห้าเดือน 20 หน้าเวิร์ด ฟอนท์ cordia 14 โฮกกกกกกกกก อยากจะบ้าตาย เป็นช็อทฟิคที่ใช้เวลาแต่งนานที่สุดเท่าที่เคยเขียนมาเลยค่ะ (พูดเหมือนเขียนเยอะ ฮ่าๆ) แถมเป็นฟิคที่...เกี่ยวอะไรกับวันเกิดทงเฮ???? ฮ่าๆ ไม่เกี่ยวหรอกค่ะ (คนอ่านบอก กูรู้แล้ว) และถือว่าเป็นฟิคที่จบแย่ที่สุดเท่าที่เคยเขียนมา แถมภาษาแปลกๆ อ่านไปก็งงตัวเอง เขียนอะไรของกรูฟะเนี่ย?? จะแก้ก็งงตัวเอง ให้กรูแก้ไงเนี่ย?? สรุป อิไรเตอร์สับสนทางเพศอย่างแรง ตัดสินใจเอามาลงทั้งที่ยังงงตัวเอง ฮ่าๆ หวังว่าผู้อ่านคนไม่โกรธเคืองกันเนาะ ฟิคร่าเริงเป็นอะไรที่ไม่ถนัด ฟิคหวานก็...เขียนแล้วบางทีจะอ้วกเอง กร๊ากกกกกกกกกกก ฟิควันเกิดทงเฮเลยออกมาเป็นเช่นนี้แล ~~~


สำหรับเพลงประกอบฟิค ตอนแรกคิดว่าจะใช้เวลาไม่เคยพอ แต่เพลงแลดูเจ็บปวดเกินไป เลยตัดสินใจใช้เพลงที่ป้าแพรส่งให้ ฟังครั้งแรกแบบ....โหหหหหห ฆ่ากรูตายเหอะพี่น้อง ฟังไปร้องไห้ไป ร้องไห้รุนแรงงงงงงงงงงงงงงง ทั้งที่แปลไม่ออก แต่ด้วยเซนส์ เนื้อหาเพลงเศร้าสาดเสียเทเสียแน่ๆ ตอนนั่งแต่งฟิคต้องปิดเพลงนี้ เพราะเดี๋ยวจะร้องไห้ แต่งไม่ไหว ฮ่าๆ ยังไงก็ขอบคุณป้าแพรมากๆ นะคะ เพลงเพราะเท่าโลกกกกกกกกกกกกก

และสุดท้าย HBD ลีทงเฮ ไม่ขออะไรมาก แค่ให้ไปต่อผม...แค่นั้นเอ๊งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
เมื่อวานเฮิร์ตเรื่องทรงผมมันจนเกือบร้องไห้ แต่วันนี้มา...เมื่อวานฉันประสาทแดกมาก -*- ช่างมันเถอะค่ะ ถึงผมมันจะสั้นจะยาว แต่คิบอมก็หนีทงเฮไปไหนไม่ได้อยู่ดี (ฮาาาาา)




เจอกันเมื่อใครสักคนต้องการค่ะ โฮะๆๆๆๆ  

 

 

edit @ 27 Oct 2008 07:04:36 by Believes-fiction

edit @ 9 Mar 2009 22:53:14 by Believes-fiction