[Fic BB] ...Mirror : Chapter 2... [T.O.P x G-Dragon]

posted on 16 Jul 2009 19:20 by believes-fiction  in Bigbang-Fictions

Title : Mirror

Pairing : Choi Seunghyun x Kwon Jiyong

Rating : PG-NC

Gerne : Romantic/Drama

Author : Believe

 





Chapter 2

 

 

 

เย็นนี้จียงใช้เวลาอาบน้ำนานกว่าปกติ ขณะที่ร่างสูงจัดชุดสูทสีดำเข้าที่เรียบร้อยแล้ว ประตูห้องน้ำก็เปิดออกพอดี ไอน้ำอุ่นๆ ลอยออกมาพร้อมกับกลิ่นที่ทำเอาซึงฮยอนต้องขมวดคิ้วมุ่น




มันเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่เขาคุ้นเคยดีกว่าใคร




...กลิ่นหอมของฮโยรี...




ร่างขาวจัดในชุดคลุมอาบน้ำสีขาวสะอาดเดินออกมาจากห้องน้ำ ไม่ได้สบตาคนที่กำลังจ้องมองมาด้วยความสงสัย จียงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเพื่อเลือกชุดที่ซึงฮยอนเพิ่งเหมามาจากร้านเสื้อผ้า แต่แล้ว...มือเรียวนั้นก็ถูกซ้อนทับด้วยมือที่ใหญ่กว่า ก่อนประตูกระจกนั้นจะถูกเลื่อนปิดลงตามเดิม หัวใจของจียงเต้นแรงอีกครั้งเมื่อร่างสูงใหญ่นั้นอยู่ใกล้มากจนได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน แต่ควอนจียงก็ยังเป็นคนเดิมที่นิ่งเฉยกับทุกๆ เรื่อง เขายืนนิ่งอยู่อย่างนั้น รอว่าอีกฝ่ายจะพูดหรือทำอะไรต่อไป




“เปลี่ยนสบู่กลิ่นใหม่เหรอ?” เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ ข้างหู ทำเอาจียงสั่นไปทั้งใจ มือเรียวขาวเลื่อนขึ้นทาบบนอกข้างซ้ายของตัวเองหวังจะให้มันสงบลงบ้าง แต่ในขณะที่จียงกำลังต่อสู้กับความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นในใจอย่างยากลำบาก ซึงฮยอนก็ดึงร่างบางให้หันกลับมา ก่อนจะสอดแขนโอบรอบเอวบางรั้งให้เข้ามาแนบชิด แล้วฝังจมูกลงบนซอกคอขาว




เขาคิดถึง...




คิดถึงฮโยรีเหลือเกิน


 

 

“หอมจัง...”




ซึงฮยอนพึมพำเบาๆ จียงรู้สึกเหมือนมีใครเอาไฟมาลนขอบตาเพื่อที่จะกรีดเอาน้ำตาของเขาออกมาให้ได้ แต่ดูเหมือนว่าน้ำตาพวกนั้นมันจะหมดไปแล้วตั้งแต่วันที่พี่ฮโยรีจากไป น้ำตาของจียงมันแห้งเหือดไปนานมากเหลือเกิน และมันจะไม่มีวันหวนกลับมาอีก ต่อให้ใครจะทรมานทั้งร่างกายและจิตใจของเขารุนแรงสักแค่ไหน จียงก็คงร้องไห้ไม่ได้อีกแล้ว




อ้อมกอดของซึงฮยอนเหมือนน้ำเย็นเฉียบที่กำลังทรมานจียงอย่างสุดแสน แต่ในเมื่อซึงฮยอนต้องการ ก็เหนือเหตุผลที่จียงจะปฏิเสธ ถึงพี่ฮโยรีจะไม่อยู่ที่นี่แล้ว แต่จียงก็รู้ว่าซึงฮยอนยังคงเก็บข้าวของทุกชิ้นของเธอไว้ที่เดิม แต่ก็คงลืมไปเหมือนกันว่าในห้องน้ำยังมีของใช้ส่วนตัวของฮโยรีอีกหลายอย่าง จียงไม่ได้ตั้งใจเปลี่ยนสบู่กลิ่นที่พี่ฮโยรีใช้ประจำ เพียงแค่เห็นขวดสบู่นั้นวางอยู่บนชั้น และสบู่ของเขาก็หมดพอดี จึงขอหยิบของพี่ฮโยรีมาใช้ เพราะอย่างน้อย จียงก็ชอบกลิ่นของมันมากกว่ากลิ่นสบู่ของซึงฮยอน




ซึงฮยอนก็คงชอบกลิ่นของพี่ฮโยรีมากเหมือนกัน




“ปล่อยได้แล้ว ค่ำมากแล้วนะ”




ร่างสูงค่อยๆ คลายอ้อมกอดออกทั้งที่อยากกอดให้นานกว่านี้ เขาเองชอบกอดจียงเป็นปกติอยู่แล้ว แต่ก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าตอนจียงอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ ตัวจะทั้งหอมและนุ่มขนาดนี้ เขาส่งยิ้มให้คนตรงหน้าแต่กลับถูกตาเรียวนั้นจิกไล่ให้ไปรอข้างนอก จึงต้องทำตามอย่างเสียไม่ได้ ไม่นานนักจียงในชุดสูทสีขาวก็ออกมาจากห้อง ซึงฮยอนมองไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เมื่อหาที่ติไม่พบสักอย่าง จึงพาจียงออกไป มือของเขายังคงกุมมือของจียงไว้เหมือนเดิม





.





.





งานเลี้ยงสังสรรค์ระดับผู้บริหารแม้จะทำให้จียงประหม่าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อึดอัดเหมือนอยู่ในงานปาร์ตี้ ไม่มีใครมาวุ่นวายกับเขามากนัก เขาสามารถนั่งจิบไวน์ตามลำพังได้โดยที่ไม่ต้องลำบากให้ซึงฮยอนมาคอยดูแลใกล้ๆ จียงไม่รู้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับเรื่องงานของซึงฮยอนนัก รู้แต่ว่าซึงฮยอนเป็นสถาปนิกประจำอยู่ที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง แต่ซึงฮยอนก็คงจะเก่งเอาการอยู่เหมือนกัน คุยกับใครต่อใครไปทั่วทั้งงานแบบนั้น ดูเหมือนพวกผู้ใหญ่เอ็นดูอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ก็แน่ล่ะสิ ซึงฮยอนทั้งทำงานเก่ง แถมยังสุภาพอ่อนโยนขนาดนั้น ใครไม่ชอบก็อคติเกินไปแล้ว




สายตาของจียงตามติดซึงฮยอนอย่างเพลิดเพลินราวกับกำลังนั่งดูภาพยนตร์เรื่องโปรด แต่เรื่องราวก็มาสะดุดเอาดื้อๆ เมื่อจียงเห็นหญิงสาวในเดรสสีแดงเข้มคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายแล้วพูดคุยกับซึงฮยอนเหมือนสนิทสนมกันมาเป็นแรมปี ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์หรือเปล่าที่ทำให้ซึงฮยอนพูดคุยหัวเราะกับเธอคนนั้นได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นจะพูดเรื่องอะไร ซึงฮยอนก็จะยิ้มตามกับเรื่องราวเหล่านั้นจนจียงรู้สึกตงิดๆ ในใจ




“พี่ซึงฮยอน”




ร่างสูงสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงใสๆ เรียกอยู่ข้างๆ เขาหันไปมองจียงด้วยความสงสัยพลางสาดน้ำสีอำพันลงคอเรื่อยๆ เหมือนลืมตัว จียงไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาหันไปโค้งให้หญิงสาวเป็นเชิงขออนุญาต ซึ่งเธอเองก็ยิ้มน้อยๆ เหมือนเข้าใจ เพราะทุกครั้งที่ซึงฮยอนเมา แม้จะไม่ได้เมาถึงขั้นไม่มีสติ แต่เธอจะให้คนขับรถที่บ้านของเธอพาซึงฮยอนไปส่งที่คอนโดฯ ทุกครั้ง ไม่มีความรู้สึกอื่นใดนอกจากความห่วงใยของเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น




แต่คืนนี้...ซึงฮยอนคงมีคนดูแลอย่างดีแล้วล่ะ




“พี่เมาแล้วนะ กลับบ้านกันดีกว่า”




“อยากกลับก็บอกมาเถอะ พี่ไม่ว่าอะไรหรอก” ว่าแล้วก็หัวเราะเบาๆ อย่างอารมณ์ดี ต่างจากจียงที่ถอนหายใจหนักๆ อย่างอ่อนใจ จียงคงจะอยู่กับซึงฮยอนจนงานเลี้ยงเลิก ถ้าหากว่าซึงฮยอนไม่ดื่มเหล้าต่อไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นน้ำเปล่าแบบนี้ และดูเหมือนว่าจะเมาหนักขึ้นเรื่อยๆ ด้วย เมื่อก่อนก็สงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงขับรถกลับบ้านได้โดยที่ไม่ชนเสาไฟฟ้าตายไปซะก่อน แต่หลังจากที่หญิงสาวที่คุยกับซึงฮยอนเมื่อครู่นั้น เดินเข้ามาแนะนำตัวว่าเธอชื่อ คิมยูบิน และบอกว่าปกติแล้วเธอจะให้คนขับรถไปส่งซึงฮยอนที่บ้านถ้าหากซึงฮยอนเมาหนักขนาดนี้ จียงจึงได้เข้าใจแจ่มแจ้ง บอกขอบคุณเธอคนนั้นและบอกว่าวันนี้เขาจะขับรถพาซึงฮยอนกลับบ้านเอง แล้วตัดสินใจลากซึงฮยอนออกจากงานเลี้ยงก่อนจะอาการหนักไปกว่านี้




“ขับรถดีๆ นะ” ยูบินยิ้มกว้างแล้วปิดประตูรถให้ซึงฮยอนเรียบร้อย จียงเพียงแค่พยักหน้ารับ ก่อนจะพารถสีขาวคันหรูแล่นออกไปตามถนนสายหลักของเมือง การจราจรบางตาลงมากเนื่องจากเป็นเวลาใกล้เที่ยงคืนแล้ว จียงเหลือบมองคนที่นั่งซึมๆ ข้างกายบ่อยกว่ามองถนนข้างหน้าเสียอีก ซึงฮยอนไม่ได้เมาแล้วหลับ แต่กลับนั่งเงียบๆ ไม่ยอมพูดยอมจา




น่ากลัวชะมัด






“จียงระวัง!!”





จียงเหยียบเบรคอย่างแรงจนศีรษะเกือบกระแทกกับพวงมาลัย ก่อนที่จะหันกลับไปมองที่ถนน เห็นรถบรรทุกแล่นฝ่าไฟแดงตัดหน้าด้วยความเร็วสูง ห่างจากรถของซึงฮยอนเพียงไม่กี่เมตร หัวใจของจียงหล่นวูบไปอยู่ตาตุ่ม แต่คงไม่เท่าซึงฮยอนที่ตอนนี้นั่งตัวแข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อรถคันนั้นแล่นผ่านไปแล้วจียงจึงค่อยๆ หันหน้ากลับไปหาคนข้างกายอีกครั้ง ซึงฮยอนนิ่งไปนาน ก่อนจะบีบไหล่เล็กทั้งสองข้างอย่างแรง นัยน์ตาคมฉายความกลัวออกมาอย่างที่จียงไม่เคยเห็นมาก่อน




“ระวังหน่อยสิ! เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าฮโยรีตายเพราะอะไร!! ถ้าเธอเป็นอะไรไปอีกคนจะว่ายังไง!!”




จียงรู้สึกเหมือนลืมวิธีหายใจทันทีที่ซึงฮยอนดึงร่างของเขาเข้าไปกอดอีกครั้ง อ้อมกอดนั้นสั่นน้อยๆ เพราะความตกใจและหวาดกลัว จียงรับรู้ได้ว่าซึงฮยอนกำลังกลัว...และกลัวมากที่สุดในชีวิต คงเพราะภาพสุดท้ายที่ซึงฮยอนเห็นก่อนที่ฮโยรีจะจากไปไม่ต่างจากเมื่อครู่นี้นัก มือเรียวเลื่อนขึ้นลูบแผ่นหลังกว้างเบาๆ แทนคำปลอบโยน





พี่ซึงฮยอนเป็นห่วงจียงจากใจจริง




หรือเพราะกลัวจะผิดสัญญาที่ให้ไว้กับพี่ฮโยรีกันแน่?




เพียงแค่นี้จียงก็ไม่กล้าคิดต่อ




ไม่กล้าพอที่จะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับพี่ฮโยรี...





แม้จะเมาแค่ไหน แต่ก็แปลกที่ซึงฮยอนสามารถเดินมาถึงห้องได้โดยไม่ต้องให้จียงช่วยประคอง เปิดประตูได้ก็เดินลิ่วๆ เข้าไปในห้องนอนแล้วล้มตัวลงบนเตียงทันที จียงส่ายหน้าไปมาสองสามครั้ง แล้วเปลี่ยนชุดเป็นชุดนอนสีน้ำเงินเข้ม เดินเข้าออกห้องน้ำกับห้องครัวครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินมานั่งลงบนเตียงโดยมีกะละมังเล็กๆ พร้อมกับผ้าขนหนูสีขาวผืนเล็กวางอยู่ข้างกาย




“หลับแล้วเหรอ?”




ไม่มีเสียงตอบรับจากคนที่นอนอยู่บนเตียง จียงถอดรองเท้าและเสื้อนอกออกจากร่างนั้น แล้วใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่น บิดหมาดๆ ค่อยๆ เช็ดไปตามใบหน้าคมคายที่ตอนนี้แดงก่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ จากนั้นก็ค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวออกทีละเม็ดอย่างเบามือ มือเรียวหยุดชะงักอยู่ที่กระดุมเม็ดที่สาม ชั่งใจอยู่นานเหมือนกันกว่าที่จะยอมปลดกระดุมออกจนหมด เขาเช็ดตัวให้ซึงฮยอนอย่างลวกๆ ทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อนอะไรขนาดนั้น




เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว จียงก็ยกกะละมังไปเก็บเข้าที่ เป็นครั้งที่สองในรอบวันที่เขาต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ วันนี้ก็มียี่สิบชั่วโมงเหมือนกับวันอื่นๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมหัวใจของเขาถึงได้มีความรู้สึกมากกว่าที่เคย...หรือเป็นเพราะว่าเขาอยู่ใกล้กับซึงฮยอนมากเกินไป




หัวใจถึงได้เต้นแรงจนเจ็บไปหมดแบบนี้




ดวงตาเรียวทอดมองคนที่นอนพลิกตัวไปมาบนเตียงกว้าง พึมพำอะไรบางอย่างที่จับใจความได้ยากเหลือเกิน เมาหนักขนาดนี้คงไม่มีเรี่ยวแรงมาดึงจียงไปกอดไว้เหมือนอย่างทุกคืนหรอก ก็ดีเหมือนกัน นี่คงเป็นคืนแรกที่จียงจะได้หลับสนิทเสียที เขาเดินไปปิดไฟ เหลือไว้แค่แสงสลัวจากโคมไฟบนหัวเตียง ก่อนจะเดินลงมาล้มตัวลงนอนข้างๆ กับซึงฮยอน แม้จะได้กลิ่นแอลกอฮอล์ที่เขาไม่ชอบเอาเสียเลย แต่จียงก็ไม่คิดจะออกไปนอนที่ห้องนั่งเล่น อย่างน้อยถ้าซึงฮยอนเกิดปวดหัวหรือไม่สบายขึ้นมา เขาจะได้อยู่ดูแลได้




แต่ในขณะที่มือเรียวกำลังจะเลื่อนไปสัมผัสโคมไฟเพื่อดับแสงสีนวลนั้นลง ร่างเพรียวบางก็ถูกรวบเอาไว้ด้วยแขนแข็งแรงอีกครั้ง คงเพราะความเคยชินที่ซึงฮยอนต้องนอนกอดจียงทุกคืน แม้กระทั่งเมาก็ยังอุตส่าห์จำได้ แต่คราวนี้จียงรู้ว่าซึงฮยอนยังไม่ได้สติ จึงค่อยๆ พลิกตัวกลับมาหา เมื่อเห็นว่าอีกคนหลับสนิทก็พยายามดันอกกว้างให้ออกห่าง แต่ยิ่งต่อต้านก็เหมือนยิ่งขุดหลุมฝังตัวเอง นอกจากซึงฮยอนจะไม่ยอมปล่อยแล้ว เขายังกอดร่างบางแน่นกว่าเดิม กลิ่นหอมที่คุ้นเคยเหมือนจะทำให้ความรู้สึกของซึงฮยอนอยู่ก้ำกึ่งระหว่างความฝันกับความจริง




กลิ่นของฮโยรี...ทำให้ซึงฮยอนควบคุมตัวเองไม่ได้เลย




“หอม...”




ซึงฮยอนปรือตาขึ้นมองคนตรงหน้า ยิ่งได้กลิ่นหอมหวนชวนหลงใหลนั้นมากเท่าใด ภาพของคนรักเก่าก็ยิ่งแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ริมฝีปากหยักยกยิ้มจางๆ พลางไล้มือไปตามดวงหน้านวลที่โหยหามาแสนนาน ดวงตาของฮโยรีที่มองมาเหมือนจะเต็มตื้นไปด้วยหยาดน้ำใสๆ...เธอคงคิดถึงเขามากเหมือนกัน...




“ผมคิดถึงคุณ...ฮโยรี...”




เจ้าของร่างเพรียวบางกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่ละอองน้ำในดวงตา มือของซึงฮยอนที่สัมผัสใบหน้าใสอย่างทะนุถนอม ดวงตาอ่อนโยนที่ทอดมองมา กลับเหมือนคมมีดที่กำลังกรีดลงบนหัวใจของจียงอย่างช้าๆ เจ็บปวดแทบขาดใจ เจ็บจนไม่มีแรงที่จะผลักอีกฝ่ายให้ออกห่าง แม้ว่าตอนนี้มือของซึงฮยอนจะละออกจากใบหน้า เลื่อนต่ำลงสู่ลำคอขาว และค่อยๆ เลื่อนลงปลดกระดุมเสื้อนอนสีน้ำเงินเข้ม แต่จียงก็ยังคงนอนนิ่งอยู่อย่างนั้น ดวงตาเรียวปิดลงเบาๆ เมื่อริมฝีปากของซึงฮยอนสัมผัสลงบนหน้าผาก ไล่ลงมาตามสันจมูก ก่อนจะหยุดลงที่ริมฝีปากสีหวาน...




ซึงฮยอนตักตวงเอาความหอมหวานจากเรียวปากนุ่มด้วยความคิดถึงและโหยหาอย่างที่สุด ขณะที่เสื้อนอนนั้นก็ถูกปลดให้หลุดออกจากร่างบางแล้วถูกเหวี่ยงลงไปกองข้างเตียง ฝ่ามืออุ่นลูบไล้ไปตามเรือนร่างเพรียวบาง ทั้งกลิ่นหอมและรสชาติที่แสนหวานฉ่ำจับใจทำให้ซึงฮยอนยิ่งรักใคร่หลงใหล ด่ำดิ่งอยู่ในห้วงแห่งความปรารถนาจนถอนตัวไม่ขึ้น แต่สำหรับจียงแล้ว จูบแรกที่ซึงฮยอนมอบให้อย่างอ่อนโยน สัมผัสที่เต็มไปด้วยความรักและความคิดถึง มันช่างขมขื่นเกินกว่าที่จะฝืนกล้ำกลืนต่อไปได้ จียงส่งเสียงประท้วงในลำคอ จิกเล็บลงบนไหล่กว้างอย่างแรงจนซึงฮยอนต้องยอมปล่อยจียงให้เป็นอิสระ




“ผม...ไม่ใช่พี่ฮโยรี...” กระแสเสียงนั้นสั่นเครือ หากน้ำตาไม่ได้ไหลสักหยด มือเรียวผลักร่างใหญ่กว่าออกเต็มแรง แต่มันก็มีผลแค่ทำให้ซึงฮยอนขยับออกเพียงเล็กน้อย ร่างเพรียวนอนนิ่ง ผ่อนลมหายใจเข้าออกเพียงแผ่วเบา ในขณะที่ซึงยอนนั้นจะเพิ่งรู้สึกตัวขึ้น เขายกมือขึ้นกุมขยับ ปวดหัวเหมือนถูกค้อนทุบ แต่ไม่นานเท่านั้น เสียงสั่นๆ เมื่อครู่ก็วาบเข้ามา...เสียงที่ร้องบอกกับเขาว่า...ไม่ใช่ฮโยรี...




คนๆ นั้น...ไม่ใช่ฮโยรี




ร่างสูงสะดุ้งเฮือก เขารีบหันมองคนข้างกาย แล้วก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างเพรียวบางของจียง ท่อนบนนั้นเปลือยเปล่า เสื้อนอนสีน้ำเงินหล่นอยู่ข้างเตียง แต่คงไม่มีอะไรทำให้เขารู้สึกแย่มากไปกว่านัยน์ตาเรียวที่เลื่อนลอย เหมือนว่าจียงกำลังสะอื้นไห้อย่างหนัก เพียงแต่ว่าไม่หลงเหลือน้ำตาให้บีบออกมาแล้วเท่านั้น




“จียง...” ซึงฮยอนรู้สึกได้ว่ามือของเขาที่กำลังเอื้อมไปแตะผิวกายนั้นสั่นเทามาก ความเย็นเฉียบที่แล่นเข้าสู่ฝ่ามือทำให้เขายิ่งรู้สึกผิด ก่อนจะตัดสินใจดึงจียงเข้ามากอดอีกครั้ง กอดแน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่กระนั้น ก็ยังไม่อบอุ่นเพียงพอ สำหรับจียงแล้ว ต่อให้ซึงฮยอนกอดจียงกี่พันกี่ร้อยครั้ง พร่ำบอกคำว่ารักให้ฟังทุกวันๆ หัวใจของจียงก็ยังคงหนาวเหน็บเหมือนเดิม เพราะรู้ดีเสมอว่า..ซึงฮยอนรักจียง เพียงเพราะสายเลือดของพี่ฮโยรี




“ขอโทษ...พี่ขอโทษ...” เขาหยิบเสื้อขึ้นมาสวมให้จียง กอดร่างบางนั้นแน่นเสียจนแทบจะจมหายเข้าไปในอก จียงหลับตาลงช้าๆ อยากจะดิ้นให้หลุดจากอ้อมกอดที่เปรียบเสมือนลวดหนามทิ่มแทงให้เจ็บปวดทุกครั้ง แต่ทำได้เพียงกรีดกระซิบถ้อยคำที่บาดลึกลงในหัวใจของคนฟังให้เจ็บไม่ต่างกัน...




“ไม่ใช่...ผมไม่ใช่พี่ฮโยรี...ไม่ใช่พี่ฮโยรี...ไม่มีวันเป็นพี่ฮโยรี...”




จียงเพ้อแต่คำเดิมๆ ซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนเสียสติ ซึงฮยอนทำได้เพียงกอดร่างบางเอาไว้อย่างนั้น เหมือนคนหมดหนทาง




ความผิดพลาดที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขา คือการที่เขายอมให้ฮโยรีขับรถกลับคอนโดฯ ในวันนั้น




แต่ความผิดพลาดอีกอย่างหนึ่งที่เขาจะไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิตคือการที่เขาทำร้ายความรู้สึกของจียงอย่างเลือดเย็น





หัวใจของจียง...เขาไม่เคยต้องการกรีดให้มันเป็นแผล




แต่ซึงฮยอนผิดสัญญาที่ให้ไว้ต่อฮโยรีไม่ได้






“ฝากดูแลจียงด้วยนะ...ดูแลเขา...จนกว่า...เขาจะเป็นฝ่ายไปจากซึงฮยอนเอง”





ซึงฮยอนจึงจำต้องทนมองความเจ็บปวดในดวงตาเรียวคู่นั้น




โดยที่ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง




.




.





ร่างสูงยืนอัดบุหรี่เข้าปอดอยู่ริมระเบียง เมื่อคืนนี้เขากอดจียงไว้จนกระทั่งจียงหลับไปในอ้อมแขน และเป็นเขาเองที่นอนไม่หลับเลยตลอดทั้งคืน จึงตัดสินใจออกมาสูบบุหรี่ลดความเครียดตั้งแต่เช้ามืด ไอสีหม่นล่องลอยไปในอากาศ ทว่าความรู้สึกผิดยังคงอัดแน่นอยู่เต็มอก ไม่ว่าอย่างไรก็ปลดปล่อยมันออกไปไม่ได้เลย




อึดอัด




อึดอัดที่ไม่รู้ว่า...เขากำลังรู้สึกผิดต่อใคร




จียง...




หรือฮโยรี...





เสียงกุกกักทางด้านหลังปลุกให้ซึงฮยอนตื่นขึ้นจากภวังค์ จียงคงตื่นแล้ว แต่ไม่ได้หันกลับไปมองเลยแม้แต่ปลายหางตา เขายังไม่พร้อมที่จะมองหน้าจียงได้อย่างสนิทใจ...ไม่สิ...เขาไม่เคยมองจียงได้อย่างบริสุทธิ์ใจเลยต่างหาก เพราะทุกครั้งที่เห็นแววตาเศร้าหมองนั้น ...เขาเจ็บปวดมาก เจ็บที่ไม่สามารถให้ในสิ่งที่แววตาของจียงร้องขอได้ เจ็บจนบางครั้งความเห็นแก่ตัวก็วูบเข้ามาจนเขาเกือบจะทำผิดต่อฮโยรี เกือบหวั่นไหวไปกับแววตาคู่นั้น ทั้งๆ ที่สัญญากับตัวเองแล้วว่าเขาจะรักและซื่อสัตย์กับฮโยรีเพียงคนเดียวตลอดไป




จียงเป็นแค่น้องชายคนหนึ่ง




น้องชายของผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด...





นั่นคือสิ่งที่ซึงฮยอนบอกตัวเองเสมอมา





“ไม่ไปทำงานเหรอ?” เสียงหวานติดแหบแห้งทำให้คนที่สติไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวสะดุ้งอีกครั้ง เขารีบขยี้มวนบุหรี่ทิ้งทันทีที่ร่างเพรียวนั้นเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะเป็นฝ่ายเดินกลับเข้าไปในห้องเสียเอง ดวงตาเรียวที่มองไล่หลังยังคงเศร้าหมองเหมือนทุกครั้ง...แต่ซึงฮยอนไม่เห็น เขาคว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไป ไม่ได้หันมาตอบคำถามจียงเลยด้วยซ้ำ




จียงเองก็เหนื่อยกับการพยายามทำความเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของคนๆ นี้แล้ว กดยิ้มเบาๆ เพียงแค่มุมปาก ก่อนจะหันไปจัดเตรียมอาหารเช้าและเสื้อผ้าให้ซึงฮยอนเหมือนอย่างทุกๆ เช้าถ้าหากจียงเป็นคนตื่นก่อน แต่เมื่อร่างสูงนั้นออกมาจากห้องน้ำแล้วก็เก็บเสื้อผ้าที่จียงเตรียมไว้ให้ลงในตู้เสื้อผ้า เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดไปรเวท ก่อนจะเดินมานั่งลงตรงหน้าจียงซึ่งกำลังทานอาหารเช้าเงียบๆ คนเดียว




เขาไม่ค่อยได้ทานข้าวกับจียงบ่อยนัก นานๆ ครั้งจะพาออกไปทานที่ร้านอาหาร แต่ถ้าหากอยู่ในคอนโดฯ ซึงฮยอนจำได้ว่าไม่เคยได้ทานข้าวพร้อมจียงเลยสักครั้ง ไม่ว่ามื้อไหนๆ ก็ตาม...เหมือนหัวใจเขาจะกระตุกแรงๆ เมื่อทรุดตัวลงตรงหน้าร่างเพรียวบาง ความเงียบที่สัมผัสได้ยังไม่ทำให้เขารู้สึกสะเทือนใจเท่าความเหงาที่แสนเย็นเยียบซึ่งกำลังไหลผ่านเข้ามาอย่างช้าๆ




ความรู้สึกอ้างว้าง...โดดเดี่ยว



เหน็บหนาว...เจ็บปวด




จียงทนอยู่กับมันได้อย่างไรกัน





“วันนี้พี่ไม่ต้องไปทำงาน เราไปเที่ยวกันไหม?”




ซึงฮยอนรู้สึกเหมือนแปลนงานถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ เมื่ออีกฝ่ายส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ จียงทานอาหารเช้าโดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาของเขาเลยแม้แต่แวบเดียว ในที่สุดซึงฮยอนก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ต่อสงครามประสาทครั้งนี้ เขาทานอะไรไม่ลงอีกแล้ว ทั้งๆ ที่เขาพยายามชดเชยความผิดต่อจียง แต่ยิ่งพยายามก็ยิ่งเหมือนทรมานตัวเอง และก่อนที่จียงจะได้ลุกขึ้นเก็บจาน ซึงฮยอนก็ฉุดข้อมือเรียวนั้นไว้อีกครั้ง ดวงตาสีอ่อนที่มองกลับมาไม่มีแววของความสงสัย...แววตาของจียงยังมองเขาด้วยความรู้สึกแบบเดิม




“พี่ขอโทษ”




“เรื่องอะไร?”




“เมื่อคืน...”




“พี่บอกผมแล้ว”




จียงกระตุกข้อมือเบาๆ ให้หลุดออกจากกำมือของซึงฮยอนอย่างง่ายดาย เขาเก็บจานทั้งสองใบไปล้าง เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วก็หยิบคีย์การ์ดห้องที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วเดินไปยังประตู ซึงฮยอนยังคงมองทุกการเคลื่อนไหวของร่างเพรียวนั้นอย่างไม่เข้าใจ จียงทำท่าเหมือนจะออกไปข้างนอกแต่ไม่หันมาบอกเขาสักคำว่าจะไปไหน จนเขาต้องเป็นฝ่ายถามดักขึ้นเองทันทีที่มือเรียวแตะลงที่ลูกบิดประตู





“จะไปไหน?”





“ร้านกาแฟข้างล่าง”




ว่าแล้วก็เดินออกไปจากห้อง ทำเอาร่างสูงวิ่งตามแทบไม่ทัน ขาเรียวก้าวเป็นจังหวะสม่ำเสมอมาตามทางเดินก่อนจะมาหยุดอยู่หน้าลิฟต์ โดยมีซึงฮยอนตามมาหยุดหอบหายใจแรงๆ อยู่ข้างๆ ทั้งคู่ลงลิฟต์ไปพร้อมกัน ทุกอย่างยังคงตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั่งถึงร้านกาแฟชั้นล่างสุดของคอนโดฯ ซึงฮยอนเดินตามจียงเข้าไปในร้านที่ตกแต่งแบบเรียบๆ เขาเดินผ่านร้านนี้ทุกเช้าเย็น แต่ไม่เคยสนใจเพราะเขาเองก็ไม่ได้ติดกาแฟ แปลกใจมากกว่าที่เห็นพนักงานยิ้มให้จียงราวกับคุ้นเคยกันดี...คงจะมาบ่อยสิท่า




จียงสั่งลาเต้สองแก้ว เผื่อให้ซึงฮยอนด้วย ก่อนจะเดินมานั่งลงที่เก้าอี้นวมตัวใหญ่ โดยมีร่างสูงนั่งลงตรงข้าม จียงไม่ได้มองหน้า ไม่ได้สบตา เขาเอาแต่เงยหน้ามองเพดาน หรือไม่ก็กวาดตามองไปรอบๆ ร้านทั้งๆ ที่มันก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ซึงอยอนเองก็ไม่ได้พูดอะไร เกือบจะชินแล้วก็ความเงียบที่ก่อตัวขึ้นแทบทุกพื้นที่ที่เขากับจียงเดินผ่านไปพร้อมกัน...




“พี่จียง คิดถึงจังเลย~”




ร่างสูงชะงักไปเมื่อเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาซึ่งเขาก็ไม่เคยเห็นมาก่อน วิ่งเข้ามากอดจียงเหมือนสนิทสนมกันมานาน ยูนิฟอร์มของร้านกาแฟทำให้ซึงอยอนรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นพนักงานที่นี่ จียงเองก็คงจะมาบ่อยๆ ถึงได้ดูสนิทกันขนาดนี้ ทั้งคู่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน...หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ซึงริส่งเสียงเจื้อยแจ้วเจือด้วยเสียงหัวเราะในแทบทุกประโยค ขณะที่จียงได้แต่พยักหน้าและยิ้มรับ...




ยิ้ม...ของจียง




ถึงไม่สดใส...แต่อย่างน้อย จียงก็ยังยิ้ม




ให้ตายเถอะ ทำไมเขารู้สึกไม่ชอบหน้าเด็กซึงริอะไรเนี่ยเลย ทั้งๆ ที่เด็กคนนี้ทำให้จียงยิ้มได้แท้ๆ




ใช่สิ...เพราะเด็กคนนี้ทำได้



แต่เขาซึ่งอยู่กับจียงทุกวัน...พยายามเท่าไหร่ก็ไม่เคยทำได้สำเร็จเลย




“พี่ซึงฮยอน..นี่ซึงริ รุ่นน้องผมสมัยเรียนมัธยม”




ซึงริหันมาโค้งให้กับ ‘พี่ชาย’ ของจียงพร้อมด้วยรอยยิ้มสดใส แต่ไม่สามารถทำให้ซึงฮยอนยอมฝืนยิ้มให้ได้ เด็กหนุ่มมองหน้าจียงสลับกับคนหน้าดุแล้วก็ยักไหล่ ไม่ใส่ใจในความนิ่งเฉยของซึงฮยอนนัก เขาหันกลับไปคุยกับจียงอีกครู่หนึ่งก็เดินกลับเข้าไปที่เคาน์เตอร์เพื่อทำงานต่อ




“สนิทกันมากเหรอ?”




“ซึงริเป็นคนคุยเก่ง อยู่ด้วยแล้วหายเหงา”




ซึงฮยอนรู้สึกเหมือนถูกจียงเอาน้ำกรดราดลงบนใบหน้าอย่างช้าๆ ทั้งที่เจ้าตัวอาจแค่พูดไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้เจตนาจะตอกย้ำ...จากนั้น จียงก็เป็นฝ่ายปล่อยให้เสียงเพลงคลาสสิกในร้านไหลผ่านเข้ามาทดแทนความเงียบที่เคยเกิดขึ้น แววตาของจียงไม่บ่งบอกชัดเจนว่าในหัวกำลังคิดอะไร ในขณะที่ซึงฮยอนอึดอัดจนแทบบ้า ยิ่งเห็นจียงพิงศีรษะกับผนังกระจกแล้วเลือกที่จะมองเงารางๆ ของตัวเองแทนที่จะพูดคุยกับเขาเพียงแค่สองสามประโยค เส้นความอดทนของเขาก็เหมือนจะถูกดึงให้ตึงขึ้นทุกทีๆ




เขาเอื้อมมือไปข้างหน้า อีกเพียงนิดเดียวก็จะสัมผัสกับมือเรียวนั่นแล้ว




“พี่จียง วันเสาร์นี้ไปดูหนังกันไหมฮะ?” ซึงริวางมือลงบนไหล่ของจียง พร้อมๆ กับซึงฮยอนที่รีบชักมือกลับทันที สายตาที่เขามองซึงริยังคงมีแววไม่พอใจเล็กๆ ทั้งที่เด็กคนนี้ยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักอย่าง และซึงริเองก็ดูเหมือนจะมองเห็นพี่ชายของจียงเป็นแค่อากาศเหมือนเคย




“พี่ไม่ชอบโรงหนัง” จียงบอกปฏิเสธเสียงเรียบๆ




“งั้นไปดูบ้านผมก็ได้”




เห็นรุ่นน้องทำตาแป๋วแปบนั้นก็อดสงสารไม่ได้ ซึงริเองก็เหมือนจียงนั่นแหละ ถ้าวันไหนไม่ได้ออกมาทำงานที่ร้าน ก็ต้องนอนแกร่วอยู่ที่บ้านคนเดียว จียงเข้าใจดีว่าความรู้สึกโดดเดี่ยว มันทรมานแค่ไหน ปลายเข็มนาฬิกาที่กระดิกไปแต่ละวินาทีช่างเชื่องช้าเหลือเกิน เขาทนอยู่กับความเงียบเหงาทุกวันเหมือนเป็นกิจวัตร แต่ไม่เคยทำใจให้ชินชาได้ อย่างน้อย ไปอยู่เป็นเพื่อนซึงริ เขาเองก็จะได้ไม่ต้องทนเหงาและคิดฟุ้งซ่านไปวันๆ ด้วย 




“ตกลง”




เด็กหนุ่มยิ้มกว้าง แล้วกอดพี่ชายที่แสนน่ารักแรงๆ หนึ่งที ก่อนจะขอตัวไปทำงานต่อ จียงหันกลับมาจิบกาแฟอีกครั้ง พร้อมๆ กับคำพูดของร่างสูงที่ทำเอาคนฟังแทบสำลักกาแฟตาย




“ไปบอกซึงรินะว่าพี่ไม่อนุญาต”




แก้วกาแฟกระทบจานรองเบาๆ บ่งบอกให้รู้ว่าควอนจียงกำลังไม่พอใจเอามากๆ แต่ซึงฮยอนก็ไม่ได้สนใจ เขาคิดไว้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เด็กซึงรินั่นคงมีความสำคัญกับจียงมาก จึงทำให้จียงที่ปกติทั้งเงียบและเฉยชาต่อโลกภายนอกมีความรู้สึกเหมือนมนุษย์ทั่วไปได้อย่างนี้ ทว่าสิ่งที่ได้ยินยังคงเป็นเสียงเพลงคลาสสิกภายในร้าน ไร้ซึ่งถ้อยคำโต้แย้งจากเจ้าของนัยน์ตาสีอ่อน แขนเรียวยกขึ้นกอดอก สักพักร่างเพรียวนั้นก็ลุกเดินไปหาเด็กหนุ่มที่กำลังง่วนอยู่กับการชงกาแฟ พูดคุยกันเพียงไม่กี่คำ ซึงริก็ยิ้มรับปิดท้าย ก่อนจียงจะเดินลิ่วๆ ออกไปจากร้านกาแฟ โดยไม่ได้บอกซึงฮยอนสักคำ




ร่างสูงวางเงินไว้บนโต๊ะแล้วรีบวิ่งตามอีกคนไปอย่างรีบร้อน รอดตายจากการถูกลิฟต์หนีบอย่างหวุดหวิด ส่วนจียงก็เอาแต่เงยหน้ามองเพดานลิฟต์ ไม่ได้สนใจซึงฮยอนที่มองมาด้วยสีหน้าเอาเรื่องพอดู แต่เมื่อลิฟต์เปิดออก จียงก็ต้องสะดุ้งเพราะแรงฉุดจากคนตัวโตกว่า ซึงฮยอนกึ่งจูงกึ่งลากจียงมาจนถึงห้อง และเพราะเขาไม่ใช่ควอนจียง สีหน้าของเขาจึงบอกอย่างชัดเจนว่ากำลังไม่พอใจมากถึงมากที่สุด




ไม่พอใจอะไร?



ไม่พอใจที่จียงไม่ว่านอนสอนง่ายเหมือนอย่างเคยงั้นหรือ?




“เป็นอะไร?” ซึงฮยอนถามเสียงเรียบ...เรียบกว่าที่เคย แต่คำตอบกลับมีเพียงแค่เสียงเข็มวินาทีที่กระดิกตัวไปทีละนิด จียงไม่ได้ช้อนตาขึ้นมอง หรือก้มหน้าหลบตา ไม่มีความรู้สึกอะไรชัดเจนในแววตาคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย




“......”




“พี่ถามทำไมไม่ตอบ”




ร่างบางรู้สึกถึงแรงบีบตรงข้อมือที่เหมือนจะมากขึ้นกว่าเดิม พยายามชักมือกลับ แต่ก็ไม่เป็นผล ดึงรั้งกันไปมาครู่หนึ่ง จียงก็เป็นฝ่ายสะบัดมือสุดแรง หลุดพ้นจากการเกาะกุมจนได้ ซึงฮยอนได้แต่ยืนอึ้ง รู้สึกเหมือนถูกตีหัวแรงๆ ทั้งเจ็บทั้งมึน นึกไม่ออกเลยว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้จียงมีปฏิกิริยาที่แปลกไปแบบนี้





ซึงฮยอนรู้...ว่าจียงไม่ได้โกรธ




ไม่ได้ทำประชด




ก็แค่...ไม่ชอบการถูกบังคับ





“ทีกับซึงริไม่เห็นเป็นแบบนี้เลยนะ” ชเวซึงฮยอนต่างหากที่เป็นฝ่ายชอบประชดประชัน พูดจากกวนอารมณ์ของจียงให้ขุ่นอยู่ตลอดเวลาทั้งที่ไม่เคยตั้งใจเลยสักครั้ง เขาก็เป็นแค่คนธรรมดาที่เวลาไม่พอใจก็มักจะควบคุมสติไม่ได้ รู้ตัวอีกทีก็พลั้งปากไปแล้ว และที่สำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด คือการทำให้คนตรงหน้าเจ็บช้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า




แค่ซึงฮยอนอ่อนโยน...จียงก็เจ็บจะตายแล้ว



ถ้าหากถูกซึงฮยอนทำร้าย...จียงจะทนไหวหรือ?




เสียงจากเครื่องปรับอากาศคือสิ่งเดียวที่ทำให้ภายในห้องไม่ตกอยู่ในความเงียบสนิท แววตาของจียงยังคงนิ่งงันและไร้ความหมาย แต่กลับทำให้ซึงฮยอนหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก ราวกับกำลังกลัวสิ่งที่จียงกำลังจะพูด ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไร




เป็นครั้งแรกที่ซึงฮยอนอยากให้จียงเงียบ...แล้วรอให้เขาเป็นฝ่ายทำลายมันลงเอง




.



.





“ซึงริ...เคยบอกชอบผม”











แต่พระเจ้าไม่เคยประทานสิ่งที่ซึงฮยอนปรารถนาเลยสักครั้ง











TO BE CONTINUED







---------------------------------------------------


Talk : ขออนุญาตมาต่อฟิคโคตรอึดอัดก่อนนะคะ ส่วนฟิคชื่อเรื่องยาวเท่าโลก เขียนต่อไม่ไหวจริงๆ สมองไม่ทำงานเลย (ประจำอ่ะ) เหตุผลที่มาลงเพราะใกล้จะสอบมิดเทอมแล้ว การเกิดการหายไปอย่างไร้ร่องรอยชั่วคราว


แอบอยากร้องไห้ หนังสืออ่านนอกเวลา 4 วิชา ยังไม่ได้แตะเลยสักเรื่อง งานกองท่วมหัว (เพราะดองไว้) โดดเรียนจนใกล้จนหมดโควต้าแล้ว จะสอบปลายเดือนนี้อีก เป็นอะไรที่น่าปวดหัวมากจริงๆ TT^TT ยังไงก็ขอบคุณผู้อ่านขาจรและผู้อ่านขาประจำนะคะที่อุตส่าห์แวบเข้ามา คอมเมนท์ให้หงส์รู้ว่ายังมีคนอ่านอยู่ แม้จะน้อยนิดเวอร์ คนน้อยๆ ก็ดีนะ อบอุ่นๆ ฮ่าๆๆๆ



รักษาสุขภาพกันด้วยนะคะ ^_____________^


 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เย้...ได้อ่านต่อสักที

แต่ว่าค้างแบบนี้

ฮือๆๆๆแล้วจะมาต่ออีกเมื่อไหร่เนี่ย

เขาชอบเรื่องนี้นะ

อยากรู้จังว่าจะเป็นไงต่อ

รีบมาต่อนะ

ขอร้อง

#1 By nubeer on 2009-07-16 19:50

คงไม่มีใครชอบที่จะได้รับความอ่อนโยนเพราะถูกมองว่าเป็นแค่ตัวแทนของคนอื่นหรอกมั๊ง

คิดว่าฮโยรีคงไม่อยากให้ ชซย.ทำแบบนี้เหมือนกัน

เลิกมองภาพสะท้อนของฮโยรีผ่านจียงซะทีเห่อะ
เห็นแล้วมันรู้สึกปวดใจแทนจียงอ่ะ

เข้าใจซะทีว่าเงาอ่ะ มันจับต้องไม่ได้
แต่ตัวจริงนี่สิ ทั้งจับทั้งลูบทั้งคลำก้อทำได้หมด
แล้วทีนี้รู้รึยังล่ะว่าใครเป็นแค่เงาแล้วใครกันที่เป็นตัวจริง

ระวังเห่อะ!!ถ้าตัวจริงโดนคนอื่นแย่งไป
แม้แต่ภาพสะท้อนก้อคงไม่เหลือ..หึหึ

#2 By Space of Feeling (202.139.223.18) on 2009-07-16 22:47

แอบฝากตัวเปนแฟนฟิคค่ะ
๕๕๕๕๕๕๕๕๕

เค้าชื่อโบน้าๆๆๆ


แอบตามไปอ่านตอนแรกนะจร้า

แอบเห็นชื่อฮโยรี
><

#3 By bo le ro on 2009-07-17 18:12

อ่านแล้วชอบมากเลย

อยากอ่านต่อแล้ว

รีบมาต่อนะ

รออยู่
big smile surprised smile

#4 By (202.28.78.139) on 2009-07-18 16:27

ควอนจียงเก็บอาการเก่งมาก
อินี่ยังอึดอัดแทนเลย
อ่านแล้วรู้สึกว่าคนแบบจียงเนี่ยน่ากลัว
ไม่ใช่ว่าน่ากลัวแบบไม่น่าเข้าใกล้หรือคบค้าสมาคมด้วยนะ
แต่น่ากลัวแบบว่ามันอยู่อารมณ์ไหนอยู่ พายุเข้าหรือหิมะตกก็เล่นนิ่งขนาดนั้น
น้ำตาไม่ใช่เรื่องเลวร้ายสักหน่อยปล่อยให้มันออกมาบ้างก็ดีนะจียง
เหนื่อยแทนแกวะ ยิ่งอยู่ด้วยกันใกล้แค่นั้น
ขอไปอยู่ไกลเพื่อให้หัวใจที่เต้นแรงๆมันได้พักบ้างเถอะ
จียงสบู่อันนั้นนะอย่าไปใช้อีกนะ
ใช้แล้วแกเองก็คิดถึงพี่แล้วไอเทมมันก็คิดถึงเหมือนกัน
แล้วเป็นไงละ โป้กลิ่นนี้ไม่ได้มีใช้แค่คนเดียวนะ
ถ้าเกิดคนอื่นใช้แล้วแกจะทำแบบนี้มั้ย อินี่มันเคืองที่มันทำแบบนี้กับจียง
เคืองที่มันทำให้จียงเจ็บ เคืองที่สุดที่มันเอ่ยชื่อเจ๊
ไม่ได้โกรธเจ๊นะ อิโป้ววววววววววคิดบ้างว่าคนที่ได้ยินมันจะรู้สึกยังไง
“ไม่ใช่...ผมไม่ใช่พี่ฮโยรี...ไม่ใช่พี่ฮโยรี...ไม่มีวันเป็นพี่ฮโยรี...”
จียงบอกตัวเอง หรือบอกอิโป้

เทมที่แกไม่ชอบขี้หน้ามักเน่ชั้นรู้เพราะอะไร
หยุดงานบ้างก็ดี จะได้รู้ว่าจียงทำอะไร รู้สึกยังไงกับการอยู่คนเดียว
“ไปบอกซึงรินะว่าพี่ไม่อนุญาต”
โกรธแกอีกแล้ว จะอะไรนักหนา
จะขังให้แก่ตายไปกับความเดียวดายอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยภาพของเจ๊รึไง
โอ๊ย……เม้นแล้วอารมณ์ขึ้น
จียงก็มีมักเน่นี่แหละที่อาจจะทำให้มีช่วงเวลาที่ได้ลืมแกไปบ้าง
แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ที่ไม่มีแกในความคิด นี่อะไรยังจะมาเอาไปอีก
เอาไปเลยก็ได้ทั้งชีวิตเนี่ยให้ได้หมด ใช่มั้ยจียง(รึว่าจียงมันให้ไปแล้ว)
แกจะเอาไปแล้วช่วยดูแลบ้างนะ ก็บอกแล้วว่ามันขึ้น
รักแกหรอกนะอิโป้ แต่ห่วงจียงมากกว่า

แต่พระเจ้าไม่เคยประทานสิ่งที่ซึงฮยอนปรารถนาเลยสักครั้ง
พระเจ้าประทานสิ่งที่ดีสำหรับแกแต่แกไม่เห็นมันเองต่างหาก

เค้ารอได้นานแค่ไหนก็ได้
เต็มที่กับการสอบเถอะนะ แต่ไอคนอ่านเนี่ยเต็มที่มากกับการอ่านฟิค
แต่กับหนังสือสอบเนี่ยให้แค่1วันก่อนสอบ
ให้มากไปก็ได้เท่ากัน

#5 By se7enbeam (124.121.1.147) on 2009-07-19 15:02

มาต่อไว ๆน่ะค่ะ

ค้างมาก ตกลงท็อปจะเอายังไงกันแน่

สงสารจียงใจจะขาด T_________T

เดี๋ยวไปเชียร์ซึงจี ไม่รู้ด้วยน่ะท๊อป

55555555555555+


เป็นกำลังใจให้ไรท์เตอร์น่ะค่ะ สู้ สู้ ^ ^

#6 By PIYA (118.172.141.218) on 2009-07-28 19:17

คือแบบว่า.....

มาทวงค่ะ

ต่อด่วนค่ะ

อารมณ์มันค้างมากกกกกก

คิดถึงแล้วค่ะ

ปล....ทั้ง2เรื่องเลยนะติดตามอยู่

เทมจี เทมจี เทมจี

#7 By nubeer on 2009-07-28 19:26

หายไปไหนอะ

ยังรออยู่นะคะ

คิดถึงแล้วนะคะ

อยากอ่านอยากรู้


ปล...ชื่อไรคะ

#8 By nubeer on 2009-08-05 20:14