[Fic BB] Unconditional Love : Chapter 4 [T.O.P x G-Dragon]
posted on 19 Apr 2009 19:39 by believes-fiction in Bigbang-Fictions
Chapter 4 : Only you
นิ้วเรียวรัวลงบนแป้นพิมพ์อย่างบ้าคลั่ง ขณะที่ภาพในจอคอมพิวเตอร์เคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว ชเวซึงฮยอนกำลังนั่งเล่นเกมคอมพิวเตอร์อย่างสบายใจเฉิบหลังจากทิ้งใครบางคนให้นั่งร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่ในห้องน้ำนานกว่าเกือบชั่วโมง เด็กหนุ่มมัวสนใจแต่เกมจนลืมสังเกตว่าตอนนี้จียงยังไม่ได้ออกมาจากห้องน้ำ และเสียงร้องไห้ก็เงียบลงไปนานมากแล้ว กว่าเขาจะรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่ท้องของเขาส่งเสียงประท้วงหาอาหารเที่ยงนั่นแหละ
นี่เที่ยงแล้วเหรอเนี่ย?
“ตายห่า!” เด็กหนุ่มทุ่มโต๊ะอย่างแรงด้วยความตกใจจนเครื่องคอมพิวเตอร์สั่นสะเทือน เขาทิ้งความสนุกสนานทุกอย่างแล้วรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ หัวใจดิ่งวูบลงพื้นเมื่อเห็นร่างบางของจียงยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม ศีรษะเล็กเอนพิงผนัง เปลือกตาบางปิดสนิท เนื้อตัวเปียกปอนไปหมด ที่สำคัญฝ่าเท้าของเด็กชายอาบไปด้วยของเหลวสีแดงสด ซึงฮยอนปราดเข้าไปหาร่างเล็กนั้นแล้วเขย่าเบาๆ ด้วยหวังว่าจียงจะยังหลงเหลือสติอยู่บ้าง
“ควอนจียง!! ควอนจียง!!” ซึงฮยอนหน้าซีดเมื่อไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากคนตรงหน้า หันซ้ายหันขวาด้วยไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป เขาค่อยๆ แตะมือลงบนหน้าผากเนียนก็พบว่าอุณหภูมิสูงขึ้นจนน่าใจหาย บาดแผลที่ฝ่าเท้าของจียงยิ่งทำให้เขาใจเสีย ปล่อยไว้นานขนาดนี้ จะติดเชื้อหรือเปล่าก็ไม่รู้
ทำไมจียงถึงได้อ่อนแออย่างนี้นะ
ในที่สุดซึงฮยอนก็ตัดสินใจช้อนร่างบางนั้นขึ้นจากพื้น น้ำหนักของจียงนั้นไม่ได้มากไปกว่ากระเป๋านักเรียนที่เขาแบกอยู่ทุกวัน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะพาจียงออกมาหาป้าโซรี แม่บ้านประจำตระกูลซึ่งกำลังนั่งถักนิตติ้งอยู่ในห้องนั่งเล่น ตอนนี้ซึงฮยอนไม่มีเวลาจะมาใส่ใจว่าถ้าหากคุณพ่อรู้เรื่องเข้า เขาจะโดนทำโทษหนักแค่ไหน ยังไงเสีย ชีวิตของจียงก็สำคัญที่สุด ถึงเขาจะเกลียดเด็กนี่เข้ากระดูกดำ แต่ก็ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายให้เจ็บปางตายแบบนี้
“คุณหนู!!” ป้าโซรีอุทานด้วยความตกใจ เธอรีบวางไหมพรมในมือแล้วปราดเข้าไปหาคุณหนูจียง ก่อนจะรีบบอกให้คุณชายใหญ่พาจียงไปที่ห้องนอน เธอตะโกนเรียกหาคนรับใช้ลั่นบ้าน เล่นเอาสาวใช้และลูกน้องทั้งหลายของพ่อเลี้ยงวุ่นวายไปตามๆ กัน ไม่นานคุณหมอประจำตัวของพ่อเลี้ยงก็มาถึง ใช้เวลาตรวจดูอาการไม่นานนัก ก็ยิ้มบางๆ ให้ป้าโซรีและซึงฮยอนสบายใจ เพราะจียงเป็นแค่ไข้หวัด ส่วนบาดแผลก็ได้รับการปฐมพยาบาลเรียบร้อย อาการเบื้องต้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
“แล้วจะมีผลกระทบต่อโรคประจำตัวของคุณหนูไหมคะ?” ป้าโซรีถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล ทั้งสีหน้าที่ไม่สู้ดีของเธอทำให้ซึงฮยอนอดแปลกใจไม่ได้ คุณหมอบอกว่าจียงปลอดภัยแล้ว ป้าโซรียังจะห่วงอะไรนักหนาอีก โรคประจำตัวอะไรนั่นมันร้ายแรงถึงชีวิตเชียวหรือไง
“ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก ไม่งั้นผมคงต้องรายงานให้คุณชเวทราบ” คุณหมอเหลือบมองคุณชายใหญ่ของบ้าน แต่ซึงฮยอนผู้เก่งกาจและไม่เคยยอมอ่อนข้อให้ใครกลับหลบสายตาของคุณหมอทันทีเพราะความรู้สึกผิด ป้าโซรีโค้งเบาๆ พลางตอบรับคุณหมอเสียงแผ่ว เธอเองก็รู้สึกผิดไม่น้อยที่ปล่อยปะละเลย ไม่ดูแลคุณหนูจียงให้ดีกว่านี้
แต่นั่นก็เพราะเธอไม่คาดคิดว่าเรื่องสนุกของคุณชายใหญ่จะทำให้จียงเจ็บปางตาย
“คุณหนูจียงไม่เป็นอะไรมากแล้วล่ะค่ะ คุณชายกลับไปพักผ่อนเถอะนะคะ” ป้าโซรีที่ใจดีกับซึงฮยอนยิ่งกว่าใครพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบผิดจากทุกครั้ง ปกติป้าโซรีของชเวซึงฮยอนอ่อนโยนและอบอุ่น แม้ว่าซึงฮยอนจะทำผิดแค่ไหนแต่เธอก็จะคอยอยู่เคียงข้างเขาเสมอมา เป็นคนเดียวที่ทำให้ซึงฮยอนรู้สึกถึงความรักของแม่อย่างแท้จริง
ไม่รู้ว่าแม่ของซึงฮยอนจะใจดีแบบป้าโซรีหรือเปล่า
แต่ซึงฮยอนสาบานได้ว่า เขารักป้าโซรีไม่น้อยไปกว่าแม่เลย
“ผมอยู่ดูแล...จียง...ได้ไหมครับ?”
สรรพนามใช้เรียกที่เปลี่ยนไปทำให้ป้าโซรีต้องขมวดคิ้วด้วยความงุนงงระคนแปลกใจ เธอมองหน้าคุณชายใหญ่สลับกับใบหน้าขาวซีดของคุณหนูจียง ไม่ใช่ไม่ไว้ใจซึงฮยอน แต่ไม่อยากเชื่อมากกว่า ว่าคนอย่างชเวซึงฮยอนจะยอมลดตัวลงมาดูแลคนที่เคยประกาศก้องลั่นบ้านว่าเกลียดเข้าไส้ อีกอย่าง ซึงฮยอนเคยดูแลคนอื่นที่ไหนกัน แค่ขวดยาลดไข้ยังไม่รู้เลยว่าหน้าตาเป็นอย่างไรและวางอยู่ส่วนไหนของบ้าน แล้วเขาจะดูแลคุณหนูจียงได้อย่างไร
“ผมสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนี้อีก” ซึงฮยอนก้มหน้านิ่งเมื่อเห็นสีหน้าของป้าโซรีที่ดูลังเลใจมาก เขาก็ไม่ได้พิศวาสอะไรเด็กนี่นักหนาหรอก แต่เห็นจียงป่วยแล้วมันก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ อย่างน้อย ยอมสลัดคราบคุณชายทิ้งไม่กี่ชั่วโมงเพื่อรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำลงไปคงไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถึงเขาจะไม่เคยดูแลใครมาก่อนก็เถอะ
“.....” แต่ป้าโซรียังคงเงียบ
“ผมจะดูแลจียงให้ดี”
“......”
“พรุ่งนี้ผมจะยกข้าวต้มขึ้นมาให้จียงด้วยนะครับ” เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองป้าโซรี เห็นดวงตาสดใสเหมือนลูกแก้วลอยอยู่ตรงหน้า ริมฝีปากบนใบหน้าที่มีริ้วรอยเหี่ยวย่นตามวัยค่อยๆ คลี่ยิ้มน้อยๆ เป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ซึงฮยอนเคยพบมาบนโลกใบนี้
“คุณซึงฮยอน...” ป้าโซรีเรียกเสียงแผ่ว ซึงฮยอนเม้มริมฝีปากแน่น นัยน์ตาสีดำสนิทดูสับสนอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แต่สุดท้ายซึงฮยอนก็เป็นฝ่ายยอมพ่ายแพ้ต่อรอยยิ้มอ่อนโยนของป้าโซรี แล้วโค้งให้เธอ
“ขอโทษครับ...ป้าโซรี”
แม่บ้านประจำตระกูลยิ้มกว้างกว่าเดิม เมื่อคุณชายใหญ่ของเธอยอมพูดคำหนึ่งคำที่เธอรอคอยจะฟังมานานแสนนาน นอกจากแม่ของตัวเองแล้ว ซึงฮยอนก็ไม่เคยพูดคำๆ นี้กับใครแม้ว่าตัวเขาจะทำผิดเต็มประตู ในบางครั้งที่เขายอมรับผิดแต่ไม่เคยสักครั้งที่จะพูดคำว่าขอโทษ ทั้งที่ป้าโซรีเฝ้าย้ำอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ซึงฮยอนก็ไม่เคยปฏิบัติตามได้สักครั้ง ที่ที่เดี่ยวที่จะได้ยินซึงฮยอนพูดคำว่าขอโทษ คือหน้าหลุมศพของแม่...
“เวลาคนเราทำผิดน่ะ ต้องรู้จักคำว่าขอโทษนะคะ ป้ารู้ว่าคุณซึงฮยอนเป็นคนปากหนัก ทำผิดแค่ไหนก็ไม่เคยมีใครบังคับให้ต้องพูดว่าขอโทษ แต่บางที การรับผิดชอบมันก็ทดแทนคำว่าขอโทษคำเดียวไม่ได้หรอกนะคะ”
ป้าโซรีเลื่อนสายตาไปยังร่างเล็กของเด็กชายที่นอนอยู่บนเตียง
ทำไมคุณหนูจียงถึงทำให้คุณชายใหญ่พูดคำว่า ‘ขอโทษ’ ออกมาได้ง่ายดายขนาดนี้นะ
“คุณหนูจียงเธอน่าสงสารนะคะคุณซึงฮยอน คุณซึงฮยอนไม่มีคุณแม่ แต่ก็ยังมีคุณพ่อแล้วก็มีคุณยองเบด้วย”
“แต่คุณหนูจียงเธอไม่มีใคร...”
แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความห่วงใยที่บริสุทธิ์ จียงเป็นเด็กน่ารักมาก และน่าสงสารมากๆ ด้วย เธอไม่อยากให้คุณชายใหญ่รู้สึกติดลบกับเด็กคนนี้ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม อยากให้บ้านหลังนี้เป็นที่ที่ทำให้จียงรู้สึกอบอุ่นที่สุด
“รักคุณหนูจียงให้มากๆ นะคะ”
ป้าโซรีหันกลับมาที่ซึงฮยอนอีกครั้งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เด็กหนุ่มยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ พยักหน้าเบาๆ
“ครับ..”
“ป้าไปนอนแล้วนะคะ วันนี้พ่อเลี้ยงกับคุณยองเบไม่กลับบ้าน ยังไงฝากคุณซึงฮยอนดูแลคุณหนูแทนด้วยนะคะ”
ซึงฮยอนพยักหน้ารับอีกครั้ง หลังจากบานประตูถูกปิดลงและแสงไฟจากหลอดนีออนดับลง เหลือเพียงแสงสีส้มจากโคมระย้า เด็กหนุ่มก็ค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงนอน เฝ้ามองใบหน้าน่ารักของคนที่นอนหลับสนิทอยู่เนิ่นนาน ไม่มีเหตุผลว่าทำไมเขาจึงรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาดในขณะที่นั่งมองหน้าของควอนจียง เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าซึ่งเขารู้สึกไม่ชอบตั้งแต่แรกเห็น
ดวงตาสีดำสนิทจับจ้องใบหน้าเนียนใสนั้นอยู่เนิ่นนาน
นาน....จนรู้ตัวอีกที
ภาพเด็กควอนจียงที่เรียบร้อยน่ารักก็ตายไปเสียแล้ว
.
.
งานเลี้ยงต้อนรับลูกชายคนโตของชเวจองฮุนผ่านพ้นไปได้ด้วยดีทุกอย่าง ไม่มีเหตุการณ์เสี่ยงตายเกิดขึ้นแต่อย่างใด จึงถือว่าเป็นวันที่ลูกน้องทุกคนของพ่อเลี้ยงได้สังสรรค์กันอย่างเต็มที่จริงๆ จะมีก็แต่จียงนี่แหละที่รู้สึกเหนื่อยล้ากว่าตอนที่ต้องใช้ปืนปลิดชีวิตใครต่อใครหลายเท่าเสียอีก จึงตัดสินใจไม่อยู่รอจนงานเลิกแม้จะรู้ว่าเป็นการเสียมารยาท หลังจากที่จียงขออนุญาตพ่อเลี้ยงขึ้นไปพักผ่อนบนห้องโดยอ้างว่ารู้สึกเวียนศีรษะ เขาก็จัดการอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยเพื่อฆ่าเวลารอให้ใครบางคนส่งแขกเหรื่อจนหมดก่อน
ร่างบางยืนกอดอกอยู่บนระเบียงห้อง ดวงตาเรียวจับจ้องไปยังร่างสูงที่ยืนคุยอย่างออกรสอยู่กับมินซอนเยแล้วขมวดคิ้วเป็นปมแน่น ในใจของเขาทั้งร้อนรุ่มและร้อนรนไปหมด สายตาที่ซึงฮยอนมองซอนเยมันไม่น่าไว้ใจเลยสักนิด จียงรู้ว่าตอนอยู่ที่อิตาลี ซึงฮยอนควงผู้หญิงไม่เคยซ้ำหน้า ทุกครั้งที่ยองเบไปเยี่ยมพี่ชาย ก็ต้องกลับมาบ่นให้พ่อเลี้ยงฟังประจำเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านลบของผู้ชายคนนี้ แม้ทั้งพ่อเลี้ยงและยองเบจะว่าอะไรไม่ได้เพราะรู้ว่าคนอย่างซึงฮยอนไม่เคยฟังใคร
แต่ทุกครั้งที่จียงได้ยิน...เขาก็เจ็บปวดเสมอ
เมื่อเห็นว่าซึงฮยอนบอกลาซอนเยแล้วเดินเข้ามาในบ้านแล้ว จียงก็หันหลังกลับแล้วสาวเท้าไปหยุดอยู่หน้าบานประตูห้องนอนของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ แง้มประตูออกเพื่อดูว่าซึงฮยอนเข้าไปในห้องนอนหรือยัง เพราะเขาต้องการพูดคุยกับชเวซึงฮยอนตามลำพัง ถึงแม้จะเสี่ยงหากต้องอยู่กับผู้ชายคนนั้นสองต่อสอง แต่จียงไม่สามารถรอจังหวะที่ดีกว่านี้ได้อีกแล้ว เป็นตายยังไงคืนนี้ก็ต้องพูดกันให้รู้เรื่องให้ได้
จียงเคาะกำปั้นลงบนบานประตูสีขาวอย่างไม่ลังเล เพียงไม่กี่อึดใจเจ้าของห้องก็เปิดประตูออก ก่อนจะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างบางในชุดนอนสีครีมที่ยืนอยู่ตรงหน้า ซึงฮยอนคงจะคิดว่านี่เป็นความฝันหากว่าใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึกไม่ได้เบือนหนีไปทางอื่น ดวงตาเรียวไม่หลุบลงต่ำ และน้ำเสียงที่พูดกับเขาไม่ได้เย็นชาถึงขนาดนี้
ควอนจียงยังใส่หน้ากากเหมือนเดิม
“ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
ซึงฮยอนเลิกคิ้วขึ้นสูง ไม่แปลกใจหรอกที่จียงมีเรื่องสำคัญที่ต้องการพูดกับเขาเป็นการส่วนตัว เขารู้ดีด้วยซ้ำว่าจียงมาหาเขาด้วยเรื่องอะไร แต่ไม่คิดว่าจียงจะใจกล้ามาหาเขากลางดึก ทั้งยังสายตาและท่าทางนั้นก็เหมือนบ่งบอกว่าต้องการพื้นที่ส่วนตัวเพื่อพูดคุยกันอย่างจริงจัง
“แน่ใจเหรอว่าจะเข้ามา?” น้ำเสียงติดแววเจ้าเล่ห์ของซึงฮยอนทำให้จียงรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ควอนจียงผู้ซึ่งไม่เคยกลัวความตาย แต่กลับต้องผวากับน้ำเสียงธรรมดาๆ ของผู้ชายคนเดียว ดวงตาเรียวมองข้ามไหล่คนตรงหน้าเข้าไปในห้องนอนซึ่งถูกตกแต่งด้วยโทนสีน้ำตาลเข้ม ก่อนจะตัดสินใจผลักบานประตูที่ซึงฮยอนยืนค้ำไว้ แล้วเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางกล้าหาญจนเจ้าของห้องต้องกระตุกยิ้มมุมปากอีกครั้ง มือใหญ่ปิดประตูลงแล้วจงใจล็อกลูกบิดและลงกลอนเสร็จสรรพ
หากจียงเพียงแค่ปรายตามองแวบเดียว ก่อนจะเคลื่อนกายมาหยุดยืนอยู่ริมหน้าต่าง เลื่อนสายตาขึ้นมองพระจันทร์เสี้ยวที่ลอยเด่นอยู่กลางผืนผ้าสีดำไร้ขอบเขต น่าเสียดายที่ความสวยงามของพระจันทร์และลมเย็นๆ ที่พัดเข้ามาปะทะผิวแก้มไม่ได้ทำให้ความร้อนรุ่มที่สุมอกบางเบาลงเลยสักนิด
“คุณคิดจะทำอะไร?” น้ำเสียงของจียงแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน เขาไม่ได้เหลียวมองการเคลื่อนไหวของคนที่อยู่ด้านหลัง เพราะด้วยสัญชาตญาณ รู้แน่ว่าซึงฮยอนไม่ได้เข้าใกล้เกินกว่ารัศมีห้าเมตร
“เรื่องเพื่อนของเธอน่ะเหรอ?” เจ้าของห้องถามกลับพลางทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง จ้องมองร่างเพรียวบางที่ยังคงยืนหันหลังให้อย่างสงบนิ่ง
“ใช่”
ซึงฮยอนยังคงยิ้ม...
“ก็ไม่มีอะไร แค่เห็นว่าเพื่อนเธอสวยดี”
คำตอบอ้อมค้อมทำให้ลมหายใจของจียงติดขัดขึ้นมาเสียดื้อๆ เส้นความอดทนที่เคยเรียบตึงมาตลอดเหมือนถูกรบกวนอย่างหนักเสียจนแทบจะขาดสะบั้นลง จียงกระพริบตาช้าๆ พลางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหมุนตัวกลับมา แน่นอนว่าแววตาแข็งกร้าวนั้นยิ่งเพิ่มความพึงพอใจให้ซึงฮยอนอย่างเหลือล้น
สำหรับคนอื่น จียงอาจจะเป็นคนไร้อารมณ์และความรู้สึก
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซึงฮยอน หน้ากากเย็นชานั้นก็เหมือนผ้าขาวบางดีๆ นี่เอง
“อย่ายุ่งกับซอนเย เธอเป็นผู้หญิงที่ดีเกินไปสำหรับ...ผู้ชายอย่างคุณ” กระแสเสียงไม่ได้สั่นไหวแม้ว่าใจจะว้าวุ่นกับสายตาของซึงฮยอนจนแทบควบคุมจังหวะการเต้นไม่อยู่ จียงจ้องมองใบหน้านั้นด้วยความอดทนอย่างที่สุด
ซึงฮยอนจะทำให้ใจของเขาปั่นป่วนไปถึงไหนกัน
“แล้วคนอย่างเธอล่ะ มีสิทธิ์อะไรมาออกคำสั่งกับฉัน” ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นอย่างท้าทาย เหมือนหลอกล่อให้เหยื่อเดินเข้ามาใกล้แล้วตกหลุมพรางลงไปโดยที่ตัวเขาไม่ต้องออกแรงอะไรให้เหนื่อยเปล่า
เขาก็เป็นแค่คนวางกับดัก ไม่ได้เป็นคนผลักจียงให้ตกลงไปเสียหน่อย
“คุณต้องการอะไร?” จียงกลั้นใจถามเสียงแข็ง รู้แน่ว่าอีกแค่ก้าวเดียวต้องตกลงไปในหลุมพรางที่อีกฝ่ายสร้างขึ้นมาโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่ซอนเยเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวของเขา ตั้งแต่ที่เจอกันครั้งแรกเขาก็คอยปกป้องเธอมาตลอด และครั้งนี้จียงก็จะไม่ยอมให้ซึงฮยอนมารังแกเพื่อนรักของเขาเป็นอันขาด อย่างไรเสีย จียงก็เจ็บเพราะซึงฮยอนมามากแล้ว ถ้าหากซึงฮยอนอยากจะแค่เอาชนะหรือเล่นสนุกกับชีวิตของใครสักคน ก็ขอให้คนๆ นั้นเป็นควอนจียงเพียงคนเดียวก็พอ
“แน่ใจเหรอว่าจะให้ฉันได้?” ซึงฮยอนลุกขึ้นเต็มความสูงแล้วค่อยๆ สาวเท้าเข้ามาใกล้จียงมากขึ้น หัวใจดวงเล็กเริ่มเต้นแรง ริมฝีปากบางเม้มแน่น ใบหน้าเนียนขึ้นสีระเรื่อ จียงจงใจหลบดวงตาคมกริบนั้นด้วยความหวาดกลัว
ขณะที่ซึงฮยอนเดินเข้ามาใกล้ ลมหายใจของจียงก็เหมือนถูกลิดรอนลงไปทุกทีๆ ร่างเพรียวบางหยุดนิ่งราวกับมีเถาวัลย์เส้นหนาพันธนาการข้อเท้าทั้งสองข้างไว้จนขยับไปไหนไม่ได้ รับรู้การเคลื่อนไหวทุกอย่างหากแต่ไม่อาจสั่งร่างกายให้ปฏิเสธ เงาของซึงฮยอนทอดเข้าใกล้เรื่อยๆ จนกระทั่งระยะห่างระหว่างจียงกับซึงฮยอนเหลือเพียงช่องว่างแคบๆ ให้อากาศได้ลอดผ่าน ก่อนปลายนิ้วแกร่งจะแตะเบาๆ ที่ปลายคางมน เชยใบหน้าเรียวขึ้นช้าๆ ใช้สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่กำลังกระหายเหยื่อทำให้ความรู้สึกของจียงตกมาอยู่ในกำมือของตัวเองได้อย่างง่ายดาย
แพขนตาสีดำขลับขยับลงอย่างเชื่องช้า ซ่อนนัยน์ตาสีน้ำตาลเป็นประกายไว้หลังเปลือกตาที่ปิดสนิท ก่อนความอบอุ่นจากริมฝีปากของซึงฮยอนจะทาบทับลงมาบนเรียวปากบางสีหวานอย่างนุ่มนวล จียงไม่ได้ออกแรงขัดขืนอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย แค่สัมผัสเพียงบางเบาเท่านั้นก็เผลอปล่อยให้เรียวลิ้นอุ่นแทรกเข้ามากวาดเอาความหอมหวาน ลมหายใจของจียงถูกช่วงชิงไปพร้อมกับความร้อนวาบที่ลามไล้เข้ามาทดแทนสอดแทรกอยู่ทุกเนื้ออณูของผิวกาย ราวกับเปลวไฟที่กำลังหลอมละลายธารน้ำแข็งอย่างเชื่องช้า
เมื่อความเย็นจัดเริ่มละลาย ร่างเพรียวบางก็เริ่มทรงตัวไม่อยู่ ขาเรียวก้าวถอยหลังตามแรงดันโดยไม่ทันได้ฉุกคิดว่าเบื้องหลังนั้นคือหน้าต่างบานใหญ่ที่ถูกเปิดทิ้งไว้ แต่ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างสูงตวัดแขนโอบรอบเอวบางแล้วรั้งให้เข้ามาแนบชิดพร้อมกับบดเบียดริมฝีปากรุนแรงขึ้น จากที่ค่อยๆ ไล้เล็มเพียงแค่ให้จียงเคลิบเคลิ้ม กลายเป็นกระชากเอาลมหายใจของคนตัวเล็กไปอย่างเร่าร้อนรุนแรงโดยไม่ได้นึกกลัวเลยสักนิดว่าจียงอาจจะขาดใจตายในไม่ช้า
จียงที่ถูกไล่ต้อนจนจนมุมก็ได้แต่ปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามอำเภอใจ หมดเรี่ยวแรงที่จะขัดขืน มือเรียวยึดเสื้อเชิ้ตสีขาวของซึงฮยอนเอาไว้แน่นราวกับเด็กน้อยกลัวตกจากที่สูง ใช่ว่าจียงใจง่าย ปล่อยตัวปล่อยใจให้ซึงฮยอนอย่างง่ายดาย เขารู้สึกตัวอยู่ตลอดว่าตัวเองกำลังทำอะไร แต่ในเมื่อร่างกายทรยศหัวใจ และยินยอมที่จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของชเวซึงฮยอน
จียงก็ขัดขืนอะไรไม่ได้
ไม่มีใครรู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ แต่ในความรู้สึกของซึงฮยอน การที่มีจียงอยู่ในครอบครองแบบนี้ ต่อให้มีเวลานานทั้งชีวิตก็ไม่เพียงพอ ริมฝีปากของจียงหอมหวานซาบซ่านเกินกว่าที่เคยจินตนาการไว้หลายร้อยเท่า และเขาก็ได้มันมาง่ายดายเกินคาดอีกต่างหาก ถ้าหากจะปล่อยไปก็คงไม่ใช่ชเวซึงฮยอนที่ควอนจียงรู้จักดีกว่าใคร
ซึงฮยอนน่ะ...ต่อให้มีมากเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ
ฝ่ามือใหญ่สอดเข้าไปภายใต้เสื้อนอนสีครีมตัวหลวม ลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังเนียนด้วยแรงอารมณ์ที่ยากเกินต้านทาน เขาปล่อยเรียวปากบางสวยให้เป็นอิสระเพียงครู่หนึ่งเพื่อให้จียงได้ไขว่คว้าเอาอากาศหายใจ แล้วจึงบดเบียดริมฝีปากลงไปอีกครั้ง ก่อนจะดันร่างบางให้นอนราบลงบนเตียงกว้าง จียงเองก็อ่อนปวกเปียกอยู่ในวงแขนของซึงฮยอน ปล่อยให้เปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนแผดเผาความรู้สึก และอีกไม่นานธารน้ำแข็งนี้ก็คงถูกหลอมละลายจนกลายเป็นเพียงของเหลวที่ไหลไปตามกระแสที่พัดพา
ซึงฮยอนค่อยๆ ปล่อยเรียวปากหวานฉ่ำนั้นอย่างช้าๆ เมื่อคำว่า หยิ่ง และ อวดดี ในตัวของจียงได้ตายลงอย่างสมบูรณ์ ในที่สุดจียงผู้เก่งกาจไม่มีใครเกินก็แพ้หมดท่าเพียงเพราะกับดักเล็กๆ ที่ซึงฮยอนหยิบขึ้นมาหลอกล่อ ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปากอย่างพอใจ ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนริมฝีปากไปใกล้กับใบหูเล็กที่แดงซ่าน แล้วกระซิบเบาๆ
“ฉันต้องการ...มากกว่านี้”
TO BE CONTINUED
---------------------------------------------------------------------
Talk : อัพช้ามากค่ะ เนื่องจากคะแนนโอเน็ตเอเน็ตออก ช็อกไปสามล้านสามแสนวินาที แทบเป็นลมล้มพับหน้าคอม (เว่ออออ) ตอนนี้กลับมาเป็นคนปกติ เพราะได้ค้นพบสัจธรรมของโลกแล้วว่าทำอะไรได้อย่างนั้น ขี้เกียจอ่านหนังสือมาก ผลที่ตามมาก็ต้องเป็นเยี่ยงนี้แล TT^TT เอาเป็นว่ากลับมาลงฟิคให้แล้วนะคะ สำหรับตอนนี้อาจจะค้างกันสักหน่อย แต่โปรดทำใจ เพราะหงส์เป็นโรคจิต ชอบทำให้ค้าง แล้วก็อัพช้าๆ (เขาเรียกว่าเลวละ)
ขอบคุณทุกคอมเมนท์มากๆ ค่าที่ทำให้บล็อกนี้ไม่เงียบเหงาเป็นป่าช้า 5555+
แล้วเจอกันตอนหน้านะคะ (แต่เมื่อไหร่ไม่รู้ 55555+)
edit @ 19 Apr 2009 20:47:59 by Believes-fiction

ลุ้นมากเลยว่า คุณหนูซึง จะรังแกอะไรคุณหนูจีอีก
แค่นี้ก็สงสารจะแย่แล้ว คุณหนูซึงเลวได้ใจจัง
กดดันคนอ่านมากเลยอ่ะ
แล้วก็จะรอ แบบค้างค้างนี่แหละ อย่าให้ค้างนานนะ
พี่จะเมื่อย
ปล.อย่าลืมโลกของชีวิตจริงนะคะ มันต้องสู้กันอีกเยอะ
เอนทราน มันป็นช่วงเวลาที่เราสามารถเลือกที่จะเป็นได้
แต่มันต้องใช้ความพยายาม บวกกับดวงอีกเล็กน้อย (หรือดวงเยอะกว่า ชักไม่แน่ใจ)
ยังไงก็เป็นกำลังใจให้สู้สู้นะ
คราวนี้ไม่ชอบ คราวหน้ายังมีนะ ไม่มีอะไรสายเกินไปค่ะ
.......................พี่แมวอ้วน
#1 By mawaun (58.9.36.47) on 2009-04-19 21:40