[Fic BB] Unconditional Love : Chapter 3 [T.O.P x G-Dragon]
posted on 08 Mar 2009 21:41 by believes-fiction in Bigbang-Fictions
Chapter 3 : Feeling
BGM : Classic - Seeya
“พ่อเอาไอ้เด็กเหลือขอนี่มาอยู่กับเราได้ยังไง!!” เสียงตะโกนดังลั่นบ้านทำให้ร่างเล็กของคนที่ถูกด่าว่า ‘เด็กเหลือขอ’ ถึงกับสะดุ้งอย่างแรง...จียงเคยได้ยินกิตติศัพท์ความเอาแต่ใจของคุณชายใหญ่ตระกูลชเวมาจากยองเบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยพบหน้ากันสักครั้งจึงจินตนาการไม่ออกเลยว่าอารมณ์โกรธของคุณชายใหญ่จะรุนแรงถึงเพียงนี้ เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย ได้ยินเสียงกระซิบจากยองเบว่า ‘ไม่เป็นไร’ พร้อมกับมือของยองเบที่กระชับมือของเขาให้แน่นขึ้น
“ซึงฮยอน ใครสั่งใครสอนให้พูดจาแบบนี้!” เจ้าของบ้านดุลูกชายเสียงกร้าวไม่แพ้กัน แต่นั่นไม่ได้ทำให้เด็กชายวัยสิบสามปีที่เอาแต่ใจไม่มีใครเกินมีท่าทีที่อ่อนลงเลยสักนิด
“ผมไม่มีทางอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกับเด็กนี่เด็ดขาด” ว่าพลางมองข้ามไหล่ของน้องชายไปยังร่างเล็กซึ่งยืนตัวสั่นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ซึงฮยอนจ้องเด็กชายแปลกหน้าอย่างจงเกลียดจงชัง ราวกับว่าควอนจียงเป็นคู่อริคนสำคัญที่โกรธแค้นกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน
“ได้” จองฮุนพยักหน้ารับเหมือนลูกน้องที่เชื่อฟังคำเจ้านาย แต่กลับทิ้งท้ายไว้ด้วยประโยคที่ทำเอาซึงฮยอนถึงกับสะอึก “งั้นลูกก็เชิญออกไปหาที่อยู่ใหม่เอาเองแล้วกัน เพราะพ่อจะให้จียงอยู่ที่บ้านหลังนี้!”
“พ่อ!!”
จองฮุนไม่สนใจลูกชายคนโตที่โกรธจนแทบจะระเบิดตัวเองให้ไหม้เป็นจุน เขาหันหน้าไปพูดกับลูกชายคนเล็กด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนต่างจากเมื่อครู่นี้ลิบลับ
“ยองเบ พาจียงขึ้นไปรอที่รถนะ พ่อจะให้คนพาไปซื้อเสื้อผ้าใหม่”
ยองเบพยักหน้าหงึกหงักแล้วจูงมือเพื่อนตัวเล็กให้เดินออกไปด้วยกัน จียงมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ด้วยความที่กลัวคุณชายใหญ่ของบ้านหลังนี้จนขึ้นสมอง จึงตัดสินใจเดินไปตามแรงฉุดของยองเบทั้งที่แววตาที่แสดงออกถึงความรังเกียจของชเวซึงฮยอนยังติดอยู่ในความทรงจำ
นี่เขาคิดถูกแล้วใช่ไหมที่มาอยู่กับยองเบที่นี่?
ถ้ามีคนรังแกเขา...ยองเบจะปกป้องเขาได้ใช่หรือเปล่า?
.
.
ยองเบเดินนำเพื่อนรักมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูสีขาว จียงเอียงคอมองอีกฝ่ายอย่างไม่เข้าใจ แต่ยองเบไม่ตอบอะไร เพียงแค่บอกให้จียงรออยู่ตรงนี้ อย่าไปไหน คนตัวเล็กกว่าก็ได้แต่พยักหน้ารับหงึกหงักตามประสาเด็กว่านอนสอนง่าย ยองเบเห็นดังนั้นก็ฉีกยิ้มกว้างจนตาปิด ก่อนจะถือวิสาสะหมุนลูกปิดประตูแล้วค่อยๆ เดินเข้าไปในห้องโดยไม่ขออนุญาตผู้เป็นเจ้าของ จียงมองลอดช่องประตูก็เห็นคุณชายใหญ่ของตระกูลชเวนอนไขว่ห้างกระดิกเท้าเล่นเกมกดอยู่บนเตียงนอน แต่ก็ถือว่าเป็นโชคดีอย่างมากที่ยองเบปิดประตูลงเสียก่อนที่พี่ชายจะได้เห็นว่ามีใครยืนอยู่หน้าห้องนอน
“พี่ซึงฮยอน”
“ว่าไง?”
“ผมขอโทษนะ...เรื่องจียงน่ะ”
ซึงฮยอนชะงักมือที่กำลังวุ่นอยู่กับเกมกด ก่อนจะเลื่อนสายตามองน้องชายแวบหนึ่ง แล้วจึงหันกลับไปสนใจกับสิ่งที่อยู่ในมือเหมือนเดิม
“ไม่ใช่ความผิดนายหรอก พี่ไม่ได้โกรธนายสักนิด”
“พี่เกลียดจียงเหรอ?” นับว่าเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่งที่ยองเบกล้าพูดตรงไปตรงมากับเด็กหนุ่มผู้ร้ายกาจอย่างชเวซึงฮยอน แต่แปลกยิ่งกว่าที่ซึงฮยอนไม่ได้แสดงท่าทีรำคาญหรือไม่พอใจใดๆ เลย น้ำเสียงที่เขาใช้สื่อสารกับน้องชายคนเดียวยังคงราบเรียบเป็นปกติดีทุกประการ...ออกจะดีกว่าทุกๆ ครั้งเสียด้วยซ้ำ
“ถามทำไม?”
“ก็...พี่ดูไม่ค่อยชอบ...”
“ถ้าพี่บอกว่าใช่ นายจะพามันออกไปจากบ้านเราไหม?” ซึงฮยอนถามโดยไม่มองหน้าน้องชาย แต่เขาก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับคำตอบซึ่งเขาเองก็รู้ดีแก่ใจอยู่แล้ว
“....”
“เลิกพูดเถอะ คิดแล้วเสียอารมณ์ว่ะ” คุณชายใหญ่ตัดบทสนทนาที่แสนไร้สาระเหลือเกินในความคิดของเขา เล่นเกมกดต่อไปอย่างสบายใจ ยองเบเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจเดินออกมาจากห้องนอนของพี่ชายโดยไม่บอกกล่าว ทั้งที่ยังงงไม่หายว่าทำไมพี่ชายถึงไม่โกรธเขาเลยสักนิด เกลียดจียงก็ออกจะปานนั้น หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะพี่ชายของเขากำลังอารมณ์ดีอยู่ก็ได้ ถึงลืมความเกลียดชังที่มีต่อจียงไปได้ชั่วขณะหนึ่ง
ยองเบเดินออกมาจากห้องก็เห็นจียงยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ แวบหนึ่งที่เขารู้สึกเป็นห่วงจียงขึ้นมาจับใจ เนื่องจากวันนี้พ่อจะพาเขาออกไปทำธุระข้างนอก ทั้งที่มันก็ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเขาทั้งนั้น ความจริงพ่อบอกให้พี่ซึงฮยอนไปด้วยต่างหาก แต่พี่ชายของเขาก็อ้างว่าขี้เกียจอย่างนั้นอย่างนี้ แม่น้ำบนโลกนี้มีกี่สายพี่ชายเขาก็ชักมาจนหมด จนในท้ายที่สุดยองเบก็ต้องอาสาไปแทนซึงฮยอน ด้วยเห็นว่าพ่อต้องการคนให้ไปช่วยงานจริงๆ
เด็กสิบขวบอย่างทงยองเบ ทำอะไรได้มากกว่าที่ใครๆ เห็น
อย่างน้อย...ก็ยิงปืนตัดขั้วลูกแอ๊ปเปิ้ลได้ละกัน
“จียง ฉันจะออกไปข้างนอกกับพ่อนะ เธออยู่คนเดียวได้ไหม?”
จียงนิ่งไปครู่หนึ่ง แต่เห็นสีหน้าท่าทางของยองเบที่ค่อนข้างลำบากใจเมื่อต้องปล่อยให้เพื่อนรักนั่งเหงาอยู่ที่บ้าน ก็ต้องตัดสินใจตอบออกไปในสิ่งที่ขัดกับใจคิดอย่างสิ้นเชิง
“ได้อยู่แล้วน่า เห็นฉันเป็นเด็กหรือไงกัน”
ยองเบมองหน้าจียงแล้วก็ยิ่งสังหรณ์ใจอย่างไรบอกไม่ถูก วันนี้เขารู้สึกว่าเป็นห่วงจียงมากกว่าทุกวัน แต่ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะไปพูดกับพ่อเพื่อให้เขาไม่ต้องออกไปข้างนอกได้ ก็แค่ลางสังหรณ์ที่เป็นนามธรรม พ่อของเขาไม่มีทางอนุญาตให้เขาอยู่บ้านเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้หรอก
“โอเค แล้วเดี๋ยวฉันจะซื้อขนมมาฝากนะ” ลูบหัวเหมือนรักเหมือนว่าอีกฝ่ายเป็นเด็ก จียงย่นจมูกอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก ยองเบก็ชอบมองว่าเขาเป็นเด็กอยู่เรื่อยเลย อายุเท่ากันแท้ๆ ก็แค่ยองเบเรียนเก่งกว่า เล่นกีฬาเก่งกว่า ป๊อบปูล่าในหมู่สาวๆ มากกว่า ยิ้มง่ายกว่า ร่าเริงกว่า...แล้วก็...
เข้มแข็งกว่า เท่านั้นเอง
จียงมองตามร่างของเพื่อนรักจนลับสายตาไป แล้วจึงหันกลับมายังบานประตูเบื้องหน้าอีกครั้ง ก่อนจะปล่อยลมหายใจทิ้งเสียเหยียดยาว ทั้งที่ไม่รู้เหมือนกันว่าเหนื่อยหน่ายเรื่องใดนักหนา รู้แค่ว่าพอเห็นบานประตู ก็พาลนึกไปถึงใบหน้าของเจ้าของห้อง แล้วมันก็ถอนหายใจออกมาโดยไม่รู้ตัวนี่แหละ
ร่างเล็กหันหลังกลับ ตั้งใจจะเดินลงไปชั้นล่าง เผื่อว่าแม่บ้านหรือคนงานต้องการคนช่วยงาน เขาเป็นแค่ผู้อาศัย ก็ไม่อยากมานั่งๆ นอนๆ ให้ใครบางคนสบประมาท แม้พ่อเลี้ยงจะสั่งห้ามไม่ให้จียงทำงานบ้านใดๆ เลยก็เถอะ แต่ถ้าให้ขลุกอยู่แต่ในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นตลอดเวลา คนอย่างควอนจียงก็ทำไม่ได้เหมือนกัน
แน่ล่ะ...เขาไม่ใช่คุณชายใหญ่เสียหน่อย
“ควอนจียง”
เฮอะ ตายยากอะไรอย่างนี้นะ! แค่คิดถึงก็โผล่มาหาแถมยังเรียกด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาเจ้าของชื่อเสียววาบไปทั้งแผ่นหลังอีก
“เอ่อ...คุณซึงฮยอน...มีอะไรเหรอฮะ?” จียงหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับคุณชเวซึงฮยอนอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะสบตาตรงๆ ด้วยอยู่ดี ก็เด็กอายุสิบสามที่ไหนเล่า จะทำตัวเหมือนเป็นฆาตกรโรคจิตได้ตลอดเวลาแบบนี้ แค่ไม่ใส่เกียร์หมาวิ่งโกยแนบนี่ก็นับว่าเก่งสุดยอดแล้ว
“ฉันอยากได้น้ำส้มสักแก้ว ลงไปเอามาให้ฉันหน่อยสิ” สั่งเสร็จแล้วก็เดินกลับเข้าห้องไป ปล่อยให้จียงยืนเอ๋ออยู่คนเดียว ตาเรียวกระพริบสองสามครั้งด้วยความงุนงงกับพฤติกรรมแปลกๆ ของคุณชายใหญ่ ปกติถ้าคู่สนทนาเป็นควอนจียง ไม่พูดส่อเสียดให้เจ็บช้ำน้ำใจ ก็หาเรื่องโวยวายใส่ได้ทั้งที่เหตุผลก็ปัญญาอ่อนเหลือทน แต่มาวันนี้ ทำไมคุณชายใหญ่ถึงได้พูดกับจียงดีจังเลย
แต่สงสัยไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ถ้าหากชักช้าแล้วคุณซึงฮยอนเกิดโมโหขึ้นมาอีก มีหวังบ้านแตกเป็นรอบที่สามร้อยของสัปดาห์แน่ๆ จียงรีบลงไปชั้นล่างแล้วจัดการเทน้ำส้มคั้นใส่แก้วทรงสูง ก่อนจะวิ่งขึ้นมาหยุดยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนของคุณชายใหญ่ ลังเลอยู่นานว่าจะเคาะประตูดีหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเปิดประตูห้องเข้าไป สายตาเหลือบไปเห็นเจ้าของห้องซึ่งนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ จึงค่อยๆ เดินเข้าไปหาราวกับกลัวว่าถ้าหากซึงฮยอนได้ยินเพียงแค่เสียงลมหายใจของเขา อาจจะอาละวาดขึ้นมาอีกก็เป็นได้
“ได้แล้วฮะ”
ซึงฮยอนปรายตามองแก้วน้ำส้มที่วางอยู่ข้างๆ กับจอคอมพิวเตอร์ แล้วเลื่อนสายตามองร่างเล็กที่ยืนก้มหน้านิ่ง...เพราะจียงไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมอง จึงไม่มีโอกาสได้เห็นรอยยิ้มที่จุดขึ้นมุมปากของอีกฝ่าย รอยยิ้มที่ถึงแม้จะอ่านความหมายได้ยากยิ่ง แต่ต่อให้เป็นเด็กห้าขวบก็ยังรับรู้ได้ว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ชั่วร้ายเหมือนยิ้มของพวกปีศาจไม่มีผิดเพี้ยน
ซึงฮยอนเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำส้ม แต่แทนที่จะยกขึ้นดื่มตามที่จียงคาดไว้ เขากลับลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วค่อยๆ ราดน้ำส้มเย็นจัดลงบนศีรษะของร่างเล็ก ใบหน้าใสนั้นเงยขึ้นมองคุณชายใหญ่ด้วยแววตาตื่นตระหนก แต่ความคิดที่หยุดนิ่งไปชั่วขณะหนึ่งทำให้จียงไม่สามารถขยับร่างกายเพื่อปกป้องตัวเองได้ ตอนนี้สมองของควอนจียงรับรู้เพียงแววตาเกลียดชังและรอยยิ้มที่แสนร้ายกาจของคนตรงหน้า ได้แต่ยืนนิ่งอึ้งและปล่อยให้ซึงฮยอนเทน้ำส้มราดร่างกายของเขาจนหมดแก้ว
เมื่อได้สติขึ้นมา แววตาของจียงที่ตื่นตกใจในทีแรกจึงค่อยๆ รื้นหยดน้ำตาขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนจะริมฝีปากบางนั้นจะขยับพูดด้วยเสียงที่สั่นเครือ
“คุณ...คุณซึงฮยอน...”
“ทำไม? มีปัญหาอะไรงั้นเหรอ?” ซึงฮยอนเลิกคิ้วขึ้นสูงเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะร้องไห้
“ทำไม...”
เพล้งงงงงง!!!
จียงสะดุ้งสุดตัวเมื่อคุณชายใหญ่จงใจปล่อยแก้วน้ำให้หล่นแตกกระจาย ดวงตาเรียวเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจที่เพิ่มขึ้นเป็นสิบเท่าตัว ณ เวลานี้ เสียงหัวใจของจียงบอกว่าควรจะวิ่งหนีไปให้ไกลแสนไกลถ้าหากไม่อยากถูกทำร้ายมากไปกว่านี้ แต่ไม่รู้ว่าทำไม...เพียงแค่เงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของชเวซึงฮยอน ร่างกายก็เหมือนถูกตรึงไว้กับที่ ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้เลย
“เฮอะ แค่นี้ทำเป็นสำออย ไม่ได้เจ็บตรงไหนสักนิด ไปล้างออกซะก็สิ้นเรื่อง” คุณชายใหญ่ตระกูลชเวยืนกอดอกมองหน้าควอนจียงด้วยสีหน้าที่แสดงออกถึงความรำคาญเต็มที ยิ่งเห็นหยดน้ำเล็กๆ ที่ไหลผ่านพวงแก้มขาวเนียนลงมาอย่างช้าๆ เขาก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ
เขารู้เพียงแค่ว่าไม่อยากเห็นจียงร้องไห้ เพราะน้ำตาของจียงทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นฆาตกรที่ไร้หัวใจ
แต่ในทางกลับกัน ซึงฮยอนก็ไม่ได้อยู่ในสถานะคนที่แสนดีเหมือนอย่างทงยองเบ...คนที่จียงต้องการให้ปกป้อง คนที่จียงอยากให้ยื่นมือมาซับน้ำตาให้
ชเวซึงฮยอนไม่ใช่คนที่ควอนจียงคิดถึงอยู่ตลอดเวลาเสียหน่อย!!
“ยืนบื้ออยู่ได้...อ้อ! คงล้างเองไม่เป็นสินะ อยากให้ฉันช่วยใช่ไหม!?”
ซึงฮยอนยอมรับว่าที่เขาลากควอนจียงเข้ามาในห้องน้ำ แล้วเปิดฝักบัวราดน้ำที่ยังไม่ได้ปรับอุณหภูมิให้สูงขึ้นใส่ร่างเล็กอย่างไม่ปราณีนั้น...เพราะเขาโกรธที่เห็นจียงร้องไห้แล้วทำอะไรไม่ได้ ทำไมควอนจียงต้องมาร้องไห้ต่อหน้าเขา ทำไมต้องทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเลวขนาดนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนนี้เขาทำเรื่องร้ายๆ กว่านี้อีกสิบเท่าก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองชั่วเท่านี้มาก่อน
ควอนจียงเป็นใครกัน!!
“คุณซึงฮยอน! หยุดเถอะฮะ! พอ...พอได้แล้ว....ผมขอร้อง” ร่างเล็กหนาวจนตัวสั่น หากแต่ความหนาวเย็นนั้นกลับไม่มีความหมายเลย เมื่อกับความเจ็บแสบตรงบาดแผลที่ฝ่าเท้า เพราะตอนที่ถูกซึงฮยอนลากมา จียงพลั้งไปเหยียบเศษแก้วที่อยู่บนพื้นเข้า เลือดสีแดงสดไหลเป็นทาง หากแต่ซึงฮยอนไม่คิดจะใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เขามองไม่เห็นด้วยซ้ำว่าน้ำที่นองพื้นห้องน้ำนั้น มีเลือดของจียงปนอยู่ด้วย
“หึ สมน้ำหน้า! ไอ้เด็กเหลือขอ!” ซึงฮยอนแสยะยิ้มอย่างสะใจ เขาผลักร่างเล็กที่เปียกปอนกระแทกกับผนังห้องน้ำ ก่อนจียงจะหมดเรี่ยวแรงแล้วทรุดลงไปกองกับพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ ซึงฮยอนจัดการปิดน้ำ ทิ้งสายตาเกลียดชังให้จียงเห็นเป็นสิ่งสุดท้าย แล้วสะบัดตัวเดินออกจากห้องน้ำไป โดยไม่เหลียวหลังกลับมารับรู้ความเจ็บปวดของควอนจียงเลยแม้แต่น้อย น้ำตาที่ซึงฮยอนมีโอกาสได้เห็นเพียงหยดเดียว ตอนนี้กลับพรั่งพรูลงมาจากดวงตาเรียวไม่ขาดสาย ร่างเล็กสั่นสะท้านด้วยความหนาวจนต้องขยับตัวไปชิดกับมุมห้อง
ใช่ว่าจียงไม่อยากกลับห้อง แต่เท้าเจ็บแบบนี้จะเดินไหวได้อย่างไรกัน อีกอย่าง ถ้าหากเดินออกไปพร้อมกับสภาพลูกหมาตกน้ำเช่นนี้ คุณแม่บ้านหรือไม่ก็คนงานในบ้านต้องหาเรื่องซักไซ้จนจียงต้องยอมบอกความจริง แล้วความผิดทั้งหมดก็ต้องไปตกที่คุณชายใหญ่ ถ้าคุณชายใหญ่โดนพ่อเลี้ยงทำโทษ หลังจากนั้น คนที่จะโดนคุณชายใหญ่เล่นงานหนักที่สุดจะเป็นใครล่ะ ถ้าไม่ใช่ควอนจียงคนนี้!
“ฮึก...พ่อฮะ...แม่ฮะ...ช่วยผมด้วย...” จียงก้มหน้าลงสะอื้นไห้ ยิ่งคิดถึงอ้อมกอดอุ่นๆ ของพ่อกับแม่ ก็ยิ่งรู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ
จียงหนาว...หนาวเหลือเกิน
หนาว...เหมือนกำลังจะตาย
.
.
พื้นที่หลายร้อยตารางวาที่เคยเป็นสนามหญ้าโล่งกว้างหน้าบ้านตระกูลชเวถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานที่จัดเลี้ยงหรูหราโอ่อ่าให้สมกับเป็นค่ำคืนแห่งการต้อนรับลูกชายคนเดียวของเจ้าพ่อมาเฟียชเวจองฮุน ซึ่งเพิ่งจบการศึกษาจากประเทศอิตาลีและกลับมาบ้านเกิดได้เพียงไม่กี่วัน ‘ชเวซึงฮยอน’ คือความภาคภูมิใจและความหวังที่สำคัญที่สุดของพ่อเลี้ยงชเว น้อยคนนักที่จะรู้ว่านอกจากการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว ชเวซึงฮยอนจำเป็นต้องศึกษาวิชาบางอย่างอันจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสืบทอดความยิ่งใหญ่ต่อจากผู้เป็นบิดา
แขกเหรื่อที่มาร่วมงานในวันนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นนักธุรกิจรายใหญ่ที่คุ้นเคยกับพ่อเลี้ยงมานาน และมีจำนวนไม่น้อยที่มีเบื้องหลังชีวิตอยู่ในวงการมืด รอยยิ้มที่ฉายอยู่บนใบหน้าของพวกเขา บางทีก็จริงใจแต่ไม่สดใส ในขณะที่บางคนฉีกยิ้มกว้าง แต่สุดท้ายแล้วก็หาความจริงใจในแววตาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
ชเวซึงฮยอนถอนหายใจเป็นรอบที่ล้านเมื่อมองไปยังผู้เป็นบิดาที่ยิ้มแย้มแจ่มใจทักทายแขกที่มาร่วมงาน เขาไม่รู้หรอกว่าพ่อของเขาจริงใจกับคนพวกนั้นมากน้อยแค่ไหน รู้เพียงแต่ว่าพวกเขายิ้มให้พ่ออย่างไร สิ่งที่ตอบกลับไปก็ไม่ต่างกัน ไม่เหมือนกับตัวเขา ที่ไม่ว่าใครจะเดินเข้ามาทักทายอย่างไร สีหน้าที่ตอบกลับไปก็มีเพียงความเฉยชา จนในที่สุดก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาวุ่นวาย ทั้งที่ชเวซึงฮยอนคือเจ้าของงานตัวจริงแท้ๆ เขาไม่สนใจสักนิดว่าใครจะมองอย่างไร ในเมื่อตอนนี้เขาไม่มีอารมณ์จะสร้างภาพ นั่งอยู่เงียบๆ ข้างสระว่ายน้ำแบบนี้มีความสุขกว่าเยอะ
ดวงตาคมกระตุกไหวเมื่อมองเห็นเงาของใครบางคนสะท้อนผ่านผิวน้ำ แต่เพียงแค่เงยหน้าขึ้นเพื่อมองภาพความจริง ร่างเพรียวบางที่ยืนอยู่อีกฝั่งของสระว่ายน้ำก็ถึงกับผงะ เพราะบริเวณนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สงบที่สุดของจียง ไม่ได้คิดว่าจะมีคนนอกเข้ามายุ่มย่ามอยู่แล้ว
แต่ลืมคิดไปว่า
ชเวซึงฮยอนมีสิทธิ์ทุกพื้นที่ในบ้านหลังนี้
ซึงฮยอนจ้องมองร่างเพรียวในสูทสีขาว หากมองเพียงผิวเผินคงดูขัดกับบุคลิกของเจ้าตัวไม่น้อย เพราะปกติเขาเห็นจียงใส่แต่ชุดสีดำจนชินตา แต่หากจะประเมินด้วยความรู้สึกส่วนตัวของเขาแล้ว สูทสีขาวบริสุทธิ์นั้นดูเข้ากับควอนจียงอย่างไร้ที่ติ
ดูดี...จนน่าหงุดหงิด
มือเรียวยกแก้วไวน์ขึ้น ขณะที่ริมฝีปากสีชมพูหวานแตะลงบนขอบแก้ว ลิ้มรสหวานจากแอลกอฮอล์สีแดงเข้มด้วยไม่ต้องการสบตากับอีกคนตรงๆ จียงไม่รู้ว่าซึงฮยอนกำลังจ้องมองมาด้วยสายตาแบบไหน พอๆ กับที่ซึงฮยอนไม่รู้ว่าจียงกำลังคิดอะไรอยู่
ใช่สิ...ถ้าซึงฮยอนรู้ว่าจียงคิดยังไงกับเขา
เขาคงจะเหนี่ยวไกปลิดลมหายใจของจียงทิ้งไปอย่างไม่ลังเล
เปลือกตาบางปิดลงแผ่วเบาเพียงแค่จินตภาพนั้นทอดผ่านเข้ามาในความคิด อยากรู้เหมือนกันว่าการยอมให้ซึงฮยอนปลิดชีวิตด้วยวิธีที่โหดร้ายที่สุด กับการมีชีวิตอยู่ต่อไปทั้งที่ต้องเก็บความรักที่มีอยู่ให้เป็นความลับอย่างนี้ตลอดไป อย่างไหนจะทรมานน้อยกว่ากัน
“จียง พ่อให้มาตาม”
เจ้าของชื่อหันหน้าตามเสียงเรียก ก่อนจะพยักหน้ารับเบาๆ โดยไม่ได้แสดงอาการสะดุ้งหรือมีสีหน้าตกอกตกใจเลยแม้แต่น้อย เพราะแม้จิตใจของเขาจะว้าวุ่นสักแค่ไหน แต่สิ่งที่ใครๆ มองเห็นก็คือความสงบนิ่งราวกับลำธารที่ถูกความหนาวเย็นปกคลุมจนกลายเป็นธารน้ำแข็ง
ยินดียินร้ายเพียงแค่แสงอาทิตย์อันอบอุ่นที่สาดส่องลงมาเพียงเท่านั้น
“จะเข้าไปพร้อมกันไหม?” เสียงใสฟังดูนุ่มนวลระรื่นหู จะมีสักกี่คนบนโลกนี้ที่ได้ฟังน้ำเสียงอ่อนหวานแบบนี้จากควอนจียง สิ่งที่ตอบกลับมาจึงเป็นรอยยิ้มกว้างที่จียงคุ้นเคย รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักและห่วงใย แต่ในขณะเดียวกัน ความเจ็บปวดที่เจืออยู่ในแววตานั้นก็ปรากฏชัดเจนไม่น้อยไปกว่ากันเลย...
“ฉันจะไปตามพี่ซึงฮยอนก่อน เธอรีบไปเถอะ ซอนเยบ่นคิดถึงจะตายแล้ว”
แววตาของจียงเปล่งประกายขึ้นทันทีที่ได้ยินชื่อของเพื่อนสาวที่สนิทที่สุด คนตัวเล็กพยักหน้ารับรัวๆ แล้วรีบเดินกลับเข้าไปในงานโดยไม่ได้หันมองร่างสูงของชเวซึงฮยอนที่ยืนอยู่อีกฟากฝั่งของสระอีกเลย เพราะความจริงแล้วจียงก็อยากหลุดออกมาจากห้องสุญญากาศของซึงฮยอนจนแทบขาดใจ นึกขอบคุณยองเบที่เข้ามาช่วยชีวิตก่อนที่เขาจะตายเพราะขาดอากาศหายใจไปเสียก่อน
.
.
“ทำไมไม่เข้าไปในงานล่ะ? พี่เป็นเจ้าของงานแท้ๆ ทำแบบนี้พ่ออาจจะโดนว่าได้นะ” เสียงนุ่มรื่นหูแต่ฟังแล้วน่าหงุดหงิดเหลือเกินในความรู้สึกของชเวซึงฮยอน เขาหันหน้าไปทางต้นเสียงหลังจากที่ร่างเพรียวบางหายลับเข้าไปในงาน ยองเบทรุดตัวลงนั่งข้างๆ กัน บุหรี่ที่ซึงฮยอนเพิ่งหยิบออกมาจากซองจึงถูกเก็บเข้าที่เดิม เพราะเขารู้ว่ายองเบไม่สูบบุหรี่ หากจุดมันขึ้นมาต่อหน้ายองเบครั้งใด น้องชายคนนี้เป็นต้องบ่นให้ไม่หยุดทุกที
เฮอะ
ยองเบของจียง...แสนดีไร้ที่ติจริงๆ
“น่ารำคาญ” ซึงฮยอนพูดด้วยระดับเสียงพอแค่ให้ได้ยินกันสองคน สีหน้าบ่งบอกอารมณ์ที่ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากคำพูดเลยสักนิด
“พี่ได้คุยกับจียงบ้างหรือเปล่า?” คำพูดของยองเบทำให้สีหน้าของซึงฮยอนเปลี่ยนไปในทันที จากอารมณ์ที่กำลังดิ่งฮวบฮาบ ไม่อยากที่จะผูกบทสนทนากับใครทั้งสิ้น กลับกลายเป็นแสงเล็กๆ ที่วาบขึ้นมากลางความรู้สึก ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แค่ชื่อของคนๆ นั้น ก็มีอิทธิพลต่อความรู้สึกที่ยากจะเข้าถึงของซึงฮยอนได้อย่างมหาศาลราวกับเป็นเวทมนต์ที่เขาไม่เคยต่อต้านมันได้เลยสักครั้ง
“ไม่” แต่ชเวซึงฮยอนก็คือคนเอาแต่ใจและไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ เช่นเดิม เขาไม่อยากให้ยองเบรู้หรอกว่าเขาสนใจในตัวคววอนจียงมากแค่ไหน ไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายที่แสนเลวที่แย่งคนรักของน้องชายได้ลงคอ
ถ้าจียงเป็นฝ่ายทิ้งยองเบมาหาเขาเอง ก็ว่าไปอย่าง
“พี่ว่าจียงเป็นยังไง?”
ซึงฮยอนขมวดคิ้วเล็กน้อยเหมือนว่าคำถามนั้นเป็นโจทย์คณิตศาสตร์ที่เขาเกลียดแสนเกลียด...แต่ที่สุดแล้วก็ใช้เวลาไตร่ตรองคำตอบไม่นานนัก
“เปลี่ยนไปมาก...”
“น่ารักขึ้นเยอะใช่ไหมล่ะ” เสียงนุ่มของยองเบฟังดูสดใสขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ซึงฮยอนเห็นรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของยองเบด้วย ก็น้องชายของเขารักจียงขนาดนั้น ไม่ว่าจียงจะเป็นอย่างไรก็คงไร้ที่ติในสายตายองเบเสมอล่ะ
คิดแล้วซึงฮยอนก็ทำได้เพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก แล้วเลื่อนสายตามองไปยังเงาของพระจันทร์เสี้ยวที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำ...
“ผมนึกว่าพี่จะมีแฟนแล้วซะอีก” ยองเบพูดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจังนัก ส่วนคนฟังก็ได้แต่แค่นหัวเราะ นี่ถ้ายองเบไม่ใช่น้องชายของเขา เขาคงนึกว่ายองเบเป็นหมอดูที่ทายแม่นที่สุดในโลกแน่ๆ ก็เล่นวกเข้ามาพูดเรื่องนี้ พอดีกับที่เขากำลังคิดถึงจียง เหมือนรู้ว่าเขากำลังสนใจในตัวจียงมากอย่างนั้นแหละ
“จะเอาเวลาที่ไหนไปคิดเรื่องนั้นเล่า” บอกปัดไปไม่เต็มเสียง อย่างน้อย ซึงฮยอนก็ยังไม่อยากให้ยองเบรู้อะไรมากนักในตอนนี้ ไม่อยากให้ยองเบสงสัยในตัวเขามากไปกว่านี้ด้วย เพราะถ้าหากยองเบรู้ความจริงว่าพี่ชายคนนี้ต้องการควอนจียงมากแค่ไหน น้องชายที่แสนดีก็คงจะยอมปล่อยจียงให้เป็นอิสระอย่างง่ายดาย เพื่อความสุขของพี่ชายคนเดียว...
“ทำเป็นพูดดี ตอนอยู่ที่อิตาลี เห็นควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า” คนเป็นน้องชายว่ายิ้มๆ ซึงฮยอนเองก็ไม่ได้ตอบอะไร บนใบหน้าเขาไม่มีแม้กระทั่งรอยยิ้มจางๆ ให้เห็น เขาจำไม่ได้เลยว่าตอนอยู่ที่อิตาลี พาผู้หญิงมาค้างที่ห้องกี่คนแล้ว จำหน้าตาของพวกหล่อนไม่ได้สักคนเลยด้วยซ้ำ เพราะไม่เคยคิดจะจริงจังกับใคร เขารักอิสระ เกลียดการผูกมัด และผู้หญิงพวกนั้นก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าเงิน ก็ถือว่าแลกกันไป
ซึงฮยอนไม่เคยเข้าใจตัวเองเลยว่าทำไมเขาถึงไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเลยตลอดชีวิตที่ผ่านมา
จนกระทั่ง...เขาได้กลับบ้าน
และ...พบกับควอนจียง
“เข้าไปในงานกันเถอะพี่ซึงฮยอน ป่านนี้จียงบ่นแย่แล้ว” ยองเบชวนพลางลุกขึ้นยืน ซึงฮยอนจึงได้ดึงตัวเองออกจากโลกส่วนตัวอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นแล้วก้าวขาตามน้องชายไปอย่างไม่รีบร้อนนัก
“รายนั้นบ่นเป็นด้วยเหรอ ถ้าไม่บอกนึกว่าเป็นใบ้” ซึงฮยอนพูดเสียงต่ำและแผ่วเบาเหมือนพูดกับตัวเองเสียมากกว่า ด้านยองเบก็ไม่ได้ต่อบทสนทนาของพี่ชายแต่อย่างใด เพราะสายตาของเขาเหลือบไปเห็นการเคลื่อนไหวที่คุ้นเคยของคนรักอยู่ที่โต๊ะหน้าเวที ใบหน้าน่ารักแลดูสดชื่นกว่าทุกวัน รอยยิ้มบางเบาถูกส่งไปให้เพื่อนสาวข้างกายที่ส่งเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ไม่ขาดปาก
“เป็นไงบ้างซอนเย” ยองเบทักทายเพื่อนสาวคนสวยด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม มินซอนเยเป็นเพื่อนสนิทของจียงสมัยเรียนมัธยม เธอมักจะมาคุยเล่นกับจียงทุกครั้งที่จียงมีเวลาว่าง ความจริงเธอติดจียงมากด้วยความที่จียงช่วยเหลือเธอไว้หลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องที่เธอถูกรังแกตอนที่เรียนมัธยมต้น แต่ตั้งแต่ที่ซอนเยเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยและจียงออกมาทำงานให้กับพ่อเลี้ยงจองฮุน ทั้งคู่ก็ไม่มีเวลาพบปะกันบ่อยนัก ซอนเยพยายามหาเวลาเพื่อมาหาจียง แต่จียงก็มักจะติดงานเสียทุกครั้งไป
คราวนี้ถือเป็นโอกาสดี ยองเบดีใจที่ซอนเยกับจียงได้เจอกันเสียที เพราะซอนเยเป็นคนเดียวที่ทำให้จียงยิ้มออกมาได้อย่างจริงใจ แม้จะเป็นรอยยิ้มบางๆ แต่ก็สดใสที่สุดนับตั้งแต่วันที่พ่อกับแม่ของจียงจากโลกนี้ไป ถ้าไม่มีซอนเยสักคน ก็ไม่รู้ว่าชีวิตของจียงจะตกอยู่ในความมืดมิดไปอีกนานเท่าไหร่
“ซอนเย สนใจฉันหน่อยสิ” ยองเบเห็นเพื่อนสาวพูดไม่หยุดและไม่หันกลับมาทักทายกันเลยสักนิดจึงพยายามเรียกร้องความสนใจ แต่เธอกลับหันมาทำตาขวางใส่ ริมฝีปากสีสดนั้นขยับพูดต่อไปไม่ยอมหยุด
“อย่าเพิ่งขัดจังหวะสิ! เออ แล้วทีนี้นะจียง ไอ้โจรถึกมันก็พยายามกระชากกระเป๋าฉัน...”
“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มต่ำที่ได้ยินทำให้หญิงสาวถึงกับชะงัก เช่นเดียวกับจียงที่เงยหน้าขึ้นมองต้นเสียงแล้วสีเลือดบนใบหน้าก็เริ่มเจือจางลง จียงเห็นซึงฮยอนส่งยิ้มให้กับซอนเยเมื่อเธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา รอยยิ้มแบบนั้น...สาบานว่าร้อยทั้งร้อยของผู้หญิงที่ได้เห็นต้องมีอันหลงใหลอย่างกู่ไม่กลับ จียงอาจจะเป็นเพียงคนเดียวในโลกนี้ก็ได้ที่มองว่ารอยยิ้มนั้นร้ายกาจยิ่งกว่ารอยยิ้มของมัจจุราชที่กำลังจะกระชากวิญญาณมนุษย์เป็นร้อยเท่าพันเท่าเสียอีก
แล้วทำไมซึงฮยอนต้องยิ้มแบบนั้นให้ซอนเยด้วย
“สวัสดีค่ะ คุณซึงฮยอน” ซอนเยพูดพร้อมกับค้อมศีรษะให้อย่างสุภาพ เธอรู้จักชเวซึงฮยอนดีแม้จียงจะเคยพูดถึงเพียงสองสามครั้ง แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นลูกชายคนโตของพ่อเลี้ยงคิมจองฮุน คงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่นอกจากชื่อเสียงของผู้ชายคนนี้ รูปร่างหน้าตาก็ยังมีอิทธิพลอย่างมหาศาลจนทำให้เธอต้องหลบสายตาคมดุจพญาเหยี่ยวของซึงฮยอนเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ จนได้
ยองเบเดินอ้อมไปนั่งข้างๆ จียง ส่วนซึงฮยอนก็นั่งลงข้างๆ กับซอนเย แวบหนึ่งที่ซึงฮยอนหันไปสบดวงตาเรียวสวยของจียง แต่จียงก็ทำเมินมองไปทางอื่น ใบหน้าหวานที่มีรอยยิ้มบางๆ เมื่อครู่กลับมาเรียบเฉยอีกครั้ง
หยิ่ง...
อวดดี...
คือคำจำกัดความสั้นๆ ของ ‘ควอนจียง’
จากเสียงหวานของหญิงสาวที่เจื้อยแจ้วเพียงลำพังในทีแรก บัดนี้กลับกลายเป็นว่ามีเสียงทุ้มใหญ่ของใครอีกคนเข้ามาแทรก พลอยให้บรรยากาศคลายความเงียบเหงาลงบ้าง น่าแปลกใจที่สุดสำหรับจียงคือ เขารู้ว่าซึงฮยอนไม่ใช่คนพูดเก่ง โดยเฉพาะกับซอนเยที่พูดเก่งมากชนิดที่ไม่รู้ว่าเอาเวลาช่วงไหนไปหายใจ แต่ซึงฮยอนสามารถสนทนาโต้ตอบกับเธอได้อย่างดีเยี่ยม ราวกับรู้จักกันมาสักสิบปีได้ ซอนเยเองก็ดูจะชอบซึงฮยอนมากเสียด้วย
แน่ล่ะ เปลือกนอกของผู้ชายคนนี้ ใครไม่นึกสนใจก็คงจะโง่แสนโง่เกินหาที่เปรียบ
แต่ถ้าถามจียง...
ตอนนี้เขาอยากเป็นคนโง่คนนั้นเหลือเกิน
ด้านยองเบผู้รักเสียงดนตรีเป็นชีวิตจิตใจก็มัวแต่สนใจนักเปียโนมืออาชีพที่กำลังบรรเลงเปียโนเพลงโปรดของเขาอยู่บนเวที จียงจึงเหมือนอยู่ตัวคนเดียวกลายๆ เขายกไวน์องุ่นขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดไปหลายแก้ว อยากให้สมองหนักๆ จะได้ไม่ต้องรับรู้เรื่องราวของคนสองคนที่นั่งอยู่ข้างๆ มากนัก แต่มีหรือที่มือซ้ายของเจ้าพ่อมาเฟียจะรู้สึกมึนเพราะเครื่องดื่มเด็กอนุบาลแบบนี้ ขนาดวิสกี้เป็นสิบแก้วยังไม่สะเทือนถึงเส้นประสาทเลยสักเส้น เพราะฉะนั้นไวน์องุ่นชั้นเลิศสำหรับควอนจียงก็คงไม่ต่างอะไรกับน้ำบริสุทธิ์ ไม่ว่าดื่มไปเท่าไหร่ ประสาทการรับรู้ทุกอย่างก็ยังทำงานดีอยู่เหมือนเดิม
“จียง เป็นอะไรหรือเปล่า ไม่พูดไม่จา หน้าซีดอีกต่างหาก” ซอนเยละสายตาจากทายาทคนโตของตระกูลชเวแล้วหันกลับมาหาเพื่อนสนิท เธอเพิ่งรู้สึกตัวว่าคุยกับซึงฮยอนเพลินจนลืมจียงไปเสียสนิท อีกอย่าง เธอเองก็คิดว่ายองเบคงจะคอยดูแลจียงดีอยู่แล้ว จึงไม่ได้ชวนจียงคุยเหมือนอย่างเคย กว่าที่เธอจะสังเกตเห็นก็ตอนที่จียงสาดไวน์องุ่นแก้วที่หกลงคอพอดี
“ฉัน...ขอตัวก่อนนะ รู้สึกไม่ค่อยสบาย” แวบเดียวที่แววตาของจียงพาดผ่านสีหน้าและดวงตาของชเวซึงฮยอน หากไม่ได้หยุดจับจ้องเพื่อเก็บรายละเอียด จียงไม่เคยสบสายตาของซึงฮยอนได้เกินหนึ่งนาทีอย่างไรก็อย่างนั้น แค่อยู่ใกล้ๆ ก็อึดอัดจนหายใจแทบไม่ไหว ถ้าหากต้องทนเห็นภาพสนุกสนานของซึงฮยอนกับซอนเยนานไปกว่านี้อีกเพียงนิด โรคประจำตัวอาจกำเริบขึ้นมาอีกก็เป็นได้
จียงจะไม่มีวันอ่อนแอต่อหน้าชเวซึงฮยอนอีกต่อไปแล้ว
ด้านซอนเยที่เห็นอาการของเพื่อนสนิทแล้วก็ถอนหายใจยาวเหยียด ใบหน้าสวยใสส่ายไปมาอย่างอ่อนใจ
“ยังดื่มเหล้าแล้วก็สูบบุหรี่อยู่ใช่ไหม? หมอเตือนแล้วทำไม...”
“ช่างมันเถอะ ช่วงนี้ฉันทำงานหนักแล้วก็เครียดๆ ด้วย ไม่มีอะไรหรอก” จียงตัดบทอย่างรวดเร็วจนซอนเยต้องกระแทกลมหายใจแรงๆ อีกครั้ง ควอนจียง วันนี้หรือวันไหนก็ยังดื้อด้านเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน รู้ทั้งรู้ว่าเหล้าและบุหรี่พวกนั้นอันตรายต่อสุขภาพก็ยังไม่ยอมเลิกให้เด็ดขาดเสียที เธอเองก็เหนื่อยใจที่จะเตือนแล้ว บอกจนปากเปียกปากแฉะก็ไม่เคยเชื่อฟังกันเลยสักครั้ง
เธอไม่ชอบจียงเวลาป่วยจริงๆ ให้ตายสิ
“งั้นเดี๋ยวฉันไปเป็นเพื่อนนะ” ซอนเยเสนอที่จะเดินไปส่งเพื่อนสนิทที่ห้องนอน ซึ่งจียงก็พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะหันไปกระซิบบอกยองเบซึ่งหลังจากสังเกตเห็นสีหน้าของจียงแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไปในพริบตา แสดงอาการเป็นห่วงและร้อนรนจนร่างสูงที่กำลังนั่งดื่มคนเดียวเงียบๆ นั้นต้องเหลือบตาขึ้นมองจียงอีกครั้ง
ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งจะละสายตาของร่างเพรียวนี้ไม่ถึงห้าวินาทีด้วยซ้ำ
“จียงเป็นอะไรน่ะ?” ปากไปไวเกินกว่าใจยั้งคิด คือนิสัยที่แก้ไม่เคยหายของชเวซึงฮยอน โชคดีที่ยองเบไม่ได้ติดใจสงสัยว่าทำไมอยู่ๆ พี่ชายของเขาถึงอยากรู้เรื่องจียงขึ้นมา เขาตอบคำถามของพี่ชายทั้งที่ยังมองตามร่างของจียงกระทั่งหายเข้าไปในกลุ่มคน
“ทำงานแบบนี้ก็ต้องมีเครียดกันเป็นธรรมดานั่นแหละ พี่ก็รู้นี่ เมื่อก่อนจียงอ่อนแอขนาดไหน เขาไม่สามารถเย็นชากับการฆ่าคนเหมือนพวกเราได้หรอก”
ซึงฮยอนอยากจะหัวเราะให้โลกแตก
จียงนี่หรือที่เรียกว่าไม่เย็นชา?
แต่สุดท้ายแล้วเสียงหัวเราะที่ก้องอยู่ในใจก็หยุดชะงัก เพราะวูบหนึ่งที่เขารู้สึกว่ามีช่องว่างในอกเมื่อทบทวนประโยคที่ว่า
‘พี่ก็รู้นี่ เมื่อก่อนจียงอ่อนแอขนาดไหน’
ซึงฮยอนรู้...รู้ดีกว่าใคร
ความอ่อนแอจากคนที่สูญเสียครอบครัว
ความอ่อนแอจากการที่เห็นบ้านถูกไฟไหม้ต่อหน้าต่อตา
แล้วยิ่งถูกคนอย่างซึงฮยอนซ้ำเติมความเจ็บช้ำนั้นอย่างเลือดเย็น
ใครเล่าจะกล้าประเมินความเจ็บปวดอันหนักหนาสาหัสนั้นได้
“จียงไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่ใครๆ เห็นหรอก” เสียงของยองเบดังแทรกเข้ามาในความคิดอย่างกะทันหัน ก่อนจะลอยวนไปวนมาท่ามกลางความว่างเปล่า...
ในสมองของซึงฮยอนไม่คิดถึงเรื่องอื่นใดอีกแล้ว
สิ่งที่เขาสนใจ...คือจียงเพียงคนเดียวเท่านั้น
TO BE CONTINUED
-----------------------------------------
Talk : ลงในบล็อกหลังลงในบอร์ดไม่ว่ากันนะคะ ลงในบล็อกนึกว่าจะแป้กซะแล้ว แต่พอเอาเข้าจริง ก็มีคนเมนท์ให้เราเหมือนกันนะเนี่ย 5555+ ยังไงก็ต้องขอบคุณทุกคอมเมนท์เลยนะคะ เห็นแล้วโคตรมีกำลังใจ ปิดเทอมแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดจะพยายามมาต่อให้เร็วกว่าเดิมนะคะ ถึงอากาศจะร้อน แต่พวกเราไม่ใจร้อนกันเนอะ ^O^
รักษาสุขภาพกันด้วยค่ะ ~O~
edit @ 4 Jul 2009 15:41:47 by Believes-fiction

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด !
มาลงต่อแล้วววววววววววววววววววววว
รอมานานมว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก !
555555555555555555 .
อิเทมนี่ นิสัยเสียยย
โดนเอาแต่ใจจนเสียยยย
ฮืออออ ดูทำกะจีสิ
มันโหดร้ายเกินไปแล้วนะ
จีต้องทนกับเรื่องเจ็บปวดมามากมาย
แล้วยังต้องมาเจออิโหดร้ายนี่อีกก
จียงเอ้ยยย แล้วยังไม่หลงรักเค้าอีก
มันมีแต่เจ็บปวดกับเจ็บปวดเท่านั้นแหละ
อิเทม อยากได้ หรือแค่ อยากเอาชนะ
เดี๋ยวคนน่าสงสารต่อๆไปก็จะกลายเปนยองเบสินะ
โฮ้ ไม่เปนไร เพื่อความสุขของเทมจี
ว๊ากกกกกกกกกกกกก 5555555
(ชั่วร้ายไม่แพ้อิเทม -*-)
กำลังสนุกเลยค่าาา
ตอนต่อไปมาไวๆเด้อค่าา
ปิดเทอมแล้ว ๆ 555555
ป.ล.คนอ่านก็ใจร้อนค่าไรเตอร์ > < ฮ่า ๆ
#1 By kimkey on 2009-03-08 23:01