[Fic BB] Unconditional Love : Chapter 2 [T.O.P. X G-Dragon]
posted on 25 Feb 2009 19:51 by believes-fiction in Bigbang-Fictions
Title : Unconditional Love
Pairing : Choi Seunghyun x Kwon Jiyong
Author : Believe
Rate : PG-13
Genre : Romantic/Drama
BGM : 이별의 반대말 - Davichi
Chapter 2 : You’re mine
“อยากได้?” เจ้าพ่อมาเฟียทวนคำของลูกชายคนโตอีกครั้ง เห็นรอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา แล้วก็ต้องหรี่ตาลงมองด้วยความสงสัย คำว่า ‘อยากได้’ เป็นคำที่เขาคุ้นเคยดีเพราะซึงฮยอนพูดจนติดปากมาตั้งแต่ยังเล็ก แต่คำนั้นใช้ได้กับเพียง ‘สิ่งของ’ ซึ่งคนเป็นพ่ออย่างเขาสามารถใช้เศษเงินแลกมาได้เพื่อความสุขของลูก
แต่ควอนจียง...ไม่ใช่สิ่งของ
และคงเป็นสิ่งเดียวบนโลกใบนี้ ที่เขาไม่สามารถยกมาประเคนให้ลูกชายคนโตได้
“แกก็เห็น ว่ายองเบกับจียง..”
“จียงไม่ได้รักยองเบสักนิด” ซึงฮยอนสวนกลับทันควัน เล่นเอาผู้เป็นบิดาพูดอะไรไม่ออก ทั้งตกใจและแปลกใจว่าซึงฮยอนรู้ข้อเท็จจริงนี้ได้อย่างไร หากแต่แววตาที่ใช้จ้องมองลูกชายกลับสงบนิ่ง สมกับเป็นพ่อเลี้ยงชเวจองฮุนที่ผู้มีอิทธิพลทั้งหลายในโซลต่างยำเกรง จองฮุนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าลูกชายของเขาจะเก่งกาจ ถึงขนาดมองทะลุหัวใจคนเย็นชาอย่างควอนจียงได้ง่ายดายขนาดนี้
“ถึงจียงจะไม่ได้รักยองเบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแกจะมีสิทธิ์ในตัวจียง” ชเวจองฮุนพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะเขารู้จักลูกชายคนนี้ยิ่งกว่าใครทั้งหมด รู้จักดียิ่งกว่าตัวซึงฮยอนเองด้วยซ้ำ เขาไม่อยากให้ซึงฮยอนเข้าไปยุ่งวุ่นวายในชีวิตของจียงอีกแล้ว ความจริงมันก็เป็นความผิดของเขาเองที่เลี้ยงซึงฮยอนอย่างตามใจมาตั้งแต่ยังเล็ก เนื่องจากภรรยาของเขาเสียชีวิตหลังจากคลอดซึงฮยอนได้เพียงไม่กี่วัน เขาจึงรักซึงฮยอนมากและทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกชายมีความสุข โดยไม่เคยรู้เลยว่านั่นเป็นวิธีการทำร้ายลูกที่โหดร้ายที่สุด มิหนำซ้ำยังทำร้ายคนรอบข้างเขาอีกด้วย
ถ้าหากซึงฮยอนจริงจังเรื่องจียง...ผลสุดท้าย คนที่เจ็บปวดที่สุดจะเป็นใคร
จียง..?
ยองเบ..?
หรือตัวซึงฮยอนเอง..
“อย่างน้อยจียงก็มีความรู้สึกที่ดีต่อยองเบ ไม่เหมือนที่เขารู้สึกกับแก” พูดโดยจงใจทอดสายตาผ่านกระจกใสออกไปยังสวนด้านนอก เขาจินตนาการสีหน้าและแววตาของซึงฮยอนในตอนนี้ได้อย่างเด่นชัด และน้ำเสียงที่ลูกชายใช้ตอบกลับมานั้นก็ทำให้เขาต้องหัวเราะอยู่ในใจ
ใครจะไปรู้จักลูกดีเท่าพ่อแท้ๆ ของตัวเองล่ะ จริงไหม?
“แต่ผมอยากได้” ซึงฮยอนเอนหลังพิงโซฟาพลางจ้องมองแผ่นหลังของบิดาผู้ทรงอิทธิพลไม่ยอมละไปไหน
“ขอโทษนะ เรื่องนี้พ่อคงช่วยแกไม่ได้จริงๆ”
ทายาทคนโตของตระกูลชเวกระแทกลมหายใจแรงๆ ด้วยความหงุดหงิด ดังเช่นทุกครั้งที่ไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ
“ตกลงพ่อจะไม่ช่วยผม?”
“นั่นมันคนรักของน้องนะซึงฮยอน ต้องให้พ่อย้ำอีกสักกี่ครั้ง!” ชเวจองฮุนหันกลับมาตวาดลูกชายเสียงดังลั่น แต่นั่นไม่ได้ทำให้ร่างสูงที่นั่งอยู่บนโซฟาหวั่นเกรงเลยแม้เพียงนิด เขาจุดยิ้มมุมปากแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนจะตอกกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“ยองเบไม่ใช่น้องชายแท้ๆ ของผมซะหน่อย!”
ผัวะ!
หมัดหนักๆ กระแทกเข้าที่ปากของชายหนุ่มเต็มแรง จนร่างสูงนั้นล้มกลิ้งลงไปกองอยู่บนพื้นอย่างสิ้นท่า ซึงฮยอนตกใจกับการกระทำของพ่อเป็นอย่างมาก มือใหญ่ยกขึ้นแตะที่มุมปาก รสปร่าของเลือดที่เจืออยู่ในปากสร้างความโกรธให้ชายหนุ่มไม่น้อย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากพยายามประคองตัวเองให้ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเจ้าป่าตัวจริงที่อยู่ตรงหน้า
“ถึงยองเบจะไม่ใช่สายเลือด แต่พ่อก็เลี้ยงเขามาตั้งแต่เกิด รักเขาเท่ากับที่รักแก ส่วนจียง พ่อขอสั่งห้ามแกแตะต้องเด็ดขาด!” จองฮุนยื่นคำขาด แต่นั่นไม่ได้ทำให้แววตาของซึงฮยอนแปรเปลี่ยนไปเลย เขาไม่ได้มีทีท่าว่าสำนึกหรือรู้สึกผิดใดๆ ทั้งสิ้น ในเมื่อมันเป็นความจริงที่เขาก็ไม่สามารถหลอกตัวเองได้ แล้วจำเป็นด้วยหรือที่คนอย่างชเวซึงฮยอนต้องยอมรับผิด?
“ได้...ผมจะไม่แตะต้องจียง”
ซึงฮยอนเงยหน้าขึ้นมองพ่อของตัวเองด้วยแววตาที่แข็งกร้าวขึ้น ถ้าหากพ่อของเขาเป็นราชสีห์ แล้วมีหรือที่เจ้าป่าในอนาคตอย่างเขาจะเกรงกลัว เพราะตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีใครขัดใจเขาสำเร็จเลยสักครั้ง แม้แต่ตัวพ่อเองก็เถอะ
และครั้งนี้ก็เช่นกัน
“แต่ถ้าจียงเป็นคนวิ่งเข้ามาหาผมก่อน พ่ออย่ามาโทษผมก็แล้วกัน”
.
.
“จียง เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! บ้านของพวกเราถูกไฟไหม้!!!” เด็กชายร่างผอมวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาเพื่อนหน้าตาน่ารัก ที่กำลังนั่งเล่นอยู่กับเด็กผู้หญิงอีกสองสามคนใต้ต้นไม้ใหญ่ หากเป็นเด็กวัยสิบขวบที่เกิดมาเพียบพร้อมทุกอย่าง คงไม่อาจมองว่านั่นเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุดในชีวิต แค่บ้านหลังเดียว เดี๋ยวพ่อกับแม่ก็หาให้ใหม่ได้ แต่สำหรับเด็กวัยสิบขวบที่โตพอมาพร้อมๆ กับความยากลำบากอย่างควอนจียงนั้น รับรู้ได้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ไม่ต่างอะไรกับมัจจุราชที่กำลังจะดึงชีวิตของพวกเขาลงสู่หุบเหว
ร่างขาวจัดของเด็กชายวิ่งไปตามตรอกเล็กๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เพราะเปลวเพลิงที่กำลังลุกลามอย่างรวดเร็วราวกับพายุ เคลื่อนตัวไปที่ใดก็สร้างความวินาศให้ที่แห่งนั้นภายในพริบตาเดียว เสียงกรีดร้อง เสียงร้องไห้ระงม เสียงร้องขอความช่วยเหลือ เสียงสบถ เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายอื้ออึงอยู่ในโสตประสาทการได้ยิน หากแต่สติของจียงไม่มั่นคงพอที่จะสนใจความเป็นไปของคนรอบข้าง ตอนนี้ในสมองของเขาคิดถึงเพียงพ่อกับแม่...
ต่อให้บ้านเก่าๆ หลังนั้นถูกไฟไหม้ไปต่อหน้าต่อตาเขาก็ไม่สน
ขอเพียงแค่พ่อกับแม่ไม่เป็นอะไรก็พอ
“จียง! อย่าเข้าไป!!” ใครสักคนฉุดแขนร่างเล็กเอาไว้ ก่อนจะรวบเข้าไปกอดไว้แน่น จียงทั้งดิ้นทั้งผลักอีกฝ่ายสุดกำลัง น้ำตามากมายไหลอาบแก้มเนียนทั้งสองข้าง เมื่อเห็นบ้านหลังเล็กๆ ที่ตนอาศัยอยู่มาตั้งแต่จำความได้ กำลังถูกเปลวเพลิงกลืนกินจนแทบไม่เห็นเค้าเดิม ม่านน้ำตาทำให้ภาพตรงหน้าเลือนราง จนอยากให้มันเป็นเพียงแค่ความฝัน
จียงจำได้ว่าได้ยินเสียงตัวเองกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ดื้อดึงที่จะเข้าไปหาพ่อกับแม่ในเพลิงไหม้นั้นให้ได้ แต่อ้อมกอดของเพื่อนรักที่พันธนาการไว้อย่างแน่นหนา ทำให้จียงไม่อาจทำได้อย่างใจหวัง และไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ที่จียงหลงเหลือเรี่ยวแรงเพียงแค่ร้องไห้สะอึกสะอื้น หยาดน้ำที่พรั่งพรูออกมาจากดวงตาเรียวทั้งสองข้างแทบจะกลายเป็นสายเลือด สุดท้ายเด็กน้อยก็สะอื้นไห้จนหมดแรง แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายที่จียงหมดสติไป ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตจะมอดไหม้ไปกับเปลวเพลิง
และเมื่อตื่นขึ้นมา…ก็ต้องรับรู้ข่าวร้ายที่ว่า
พ่อกับแม่ของเขาได้ถูกไฟคลอกตายไปพร้อมๆ กับบ้านหลังนั้นแล้ว
ชีวิตของควอนจียง...ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
“ไปอยู่กับฉันนะจียง พ่อของฉันจะดูแลเธออย่างดีเลย” ยองเบบอกเพื่อนรักที่นั่งเหม่อมองท้องฟ้ายามเย็นอย่างเลื่อนลอย หลังจากงานศพของพ่อแม่ผ่านพ้นไป ซึ่งคุณชเวจองฮุนเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด ในฐานะที่จียงเป็นเพื่อนสนิทของลูกชายคนเล็ก และในฐานะที่เขาเป็นเจ้าของที่ดินผืนนั้นด้วย
“อย่าเลยยองเบ ยังไงอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ฉันก็คงไม่อดตาย” ใบหน้าน่ารักที่ยังคงหลงเหลือคราบน้ำตาจางๆ ส่ายไปมาช้าๆ โดยไม่ได้หันมองยองเบเลยแม้แต่น้อย
“แต่ถ้าเธอถูกรังแกล่ะ ถ้าเธอไปอยู่ที่นั่น...ฉันจะปกป้องเธอไม่ได้นะจียง” ยองเบบอกเสียงเครียด จริงอยู่ที่ว่าเขาจะอายุเพียงแค่สิบขวบ แต่ด้วยสิ่งแวดล้อมที่เขาสัมผัสมาตั้งแต่จำความได้ จึงทำให้ยองเบเป็นเด็กที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินตัว ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับจียงที่ยืนอยู่ด้วยลำแข้งของตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะฐานะทางครอบครัวที่ค่อนข้างขัดสน จึงไม่แปลกที่ทั้งคู่จะสนิทกันมากแม้จะมาจากสภาพแวดล้อมที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวก็ตาม
“แต่ฉันเกรงใจพ่อนาย” จียงก้มหน้าลงต่ำ คิดทบทวนเหตุผลของยองเบแล้วก็ยอมรับอยู่ลึกๆ ว่าหวาดกลัวไม่น้อย จียงเคยคิดเสมอว่าตัวเองเป็นคนเข้มแข็ง แต่จนกระทั่งวันที่พ่อแม่จากไป จึงได้รู้ว่าเกราะป้องกันที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยตัวเองนั้น เปราะบางยิ่งกว่าแก้วไม่รู้กี่พันเท่า ถ้าหากไม่มียองเบคอยช่วยเหลือและอยู่เคียงข้าง ชีวิตต่อจากนี้ไป จียงก็ไม่อยากจะคาดเดาเลยว่าว่ามันจะเลวร้ายสักแค่ไหน
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอก พ่อไม่เคยขัดใจฉันอยู่แล้ว” ว่าพลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะของเพื่อนรักเบาๆ แทนคำปลอบโยน เห็นใบหน้าใสนั้นเงยขึ้นมองเขา ดวงตาสีน้ำตาลคลอด้วยหยาดน้ำใสๆ ก่อนจะได้เห็นรอยยิ้มบางๆ จากคนตัวเล็กเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่พ่อกับแม่จากไป แม้จะเป็นรอยยิ้มที่บางเบาและแสนเศร้า
แต่นั่นก็เป็นรอยยิ้มที่สวยงามที่สุด
“ฉัน...ขอบคุณมากๆ นะยองเบ” จียงตื้นตันใจจนอยากจะปล่อยโฮออกมาอีกสักครั้ง แต่หลายวันมานี้เขาก็ร้องไห้หนักมาก บางทีน้ำตาอาจจะหมดตัวไปแล้วก็ได้ ตอนนี้เขาถึงได้ร้องไห้ไม่ออกเลย มีเพียงคำขอบคุณและรอยยิ้มที่คงสื่อความหมายมากมายให้ยองเบได้รับรู้ ถึงความซาบซึ้งจากเพื่อนรักคนนี้ได้ดีที่สุด
“สักวันฉันจะต้องตอบแทนบุญคุณนายให้ได้ ฉันสัญญา”
“ฟังฉันอยู่หรือเปล่าจียง?” เสียงเรียกเบาๆ ทำให้คนที่กำลังจมอยู่กับอดีตสะดุ้งขึ้นเล็กน้อย แล้วหันไปพยักหน้าเบาๆ ให้คนข้างกาย แววตาของทงยองเบที่ทอดมองเขายังคงเหมือนเดิม ไม่ต่างจากวันนั้นที่ยองเบปกป้องเขาจากเพลิงไหม้ ไม่รู้ว่าควรจะขอบคุณหรือควรจะโกรธแค้นดีที่ยองเบดึงรั้งเขาไม่ให้กระโดดเข้าไปตายใน
กองเพลิง
ถ้าควอนจียงตายไปพร้อมๆ กับพ่อแม่ตั้งแต่วันนั้น... ก็คงไม่ต้องทนอยู่อย่างเจ็บปวดเหมือนอย่างตอนนี้
“เธอว่าเสื้อตัวนี้เป็นไง?” ยองเบถามพลางทาบเสื้อแขนยาวสีครีมลงบนร่างเพรียวบาง ซึ่งได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ แทนคำตอบ จียงไม่ใช่คนเรื่องมากเรื่องเสื้อผ้าอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ยองเบก็เป็นคนดูแลจัดการให้ตลอด ยองเบเห็นว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะ จียงก็เห็นด้วยทุกอย่างนั่นแหละ
แล้วก็เป็นเหมือนเดิมที่จียงได้แต่นั่งมองยองเบเลือกเสื้อผ้าอย่างสนุกสนาน ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้เป็นคนใส่ นานเกือบชั่วโมงกว่าที่ทั้งคู่จะเดินออกมาจากร้านเสื้อผ้า พร้อมด้วยถุงเกือบสิบใบ หน้าตาของยองเบเต็มไปด้วยความสดใสร่าเริงดังเช่นทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้กับคนรัก ต่างจากจียงที่ยังไม่ยอมขยับปากพูดอะไรเลยสักคำ ตั้งแต่ออกจากบ้านมา ท่าทางก็เซื่องซึมเหมือนไม่สบายใจอะไรบางอย่าง แน่นอนว่าไม่มีทางที่คนอย่างทงยองเบจะดูไม่ออกว่าวันนี้จียงดูแปลกไปมาก เพียงแต่นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้น เหมือนเครื่องเตือนความคิดไม่ให้เขาพลั้งปากถามออกไป ถ้าหากจียงไม่พูด ก็หมายความว่าจียงยังไม่พร้อมที่จะให้ใครรับรู้
ทงยองเบมีสิทธิ์ในตัวควอนจียงแค่ไหน...เขาเองรู้ดีที่สุด
ยองเบพารถสปอร์ตสีขาวคู่ใจมาจอดเทียบหน้าบ้าน เขาหันมองเสี้ยวหน้าหวานครู่หนึ่ง แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือไปลูบเรือนผมสีน้ำตาลนั้นอย่างเบามือ จียงเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายแทนคำขอบคุณ แล้วเปิดประตูลงจากรถโดยไม่ได้พูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว ด้านยองเบเมื่อเห็นอาการของคนรักที่ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น จึงตัดสินใจลงจากรถแล้วเดินอ้อมไปยืนตรงหน้า เชยใบหน้าเรียวที่กำลังก้มต่ำให้เงยขึ้นสบตาเขาอีกสักครั้ง
ชั่วอึดใจเดียวแต่ช่างนานแสนนานเหลือเกินในห้วงความรู้สึกของควอนจียง...
“เข้าบ้านเถอะยองเบ” ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้จียงเลือกที่จะเบี่ยงหน้าหลบริมฝีปากของคนรัก ดวงตาเรียวหลุบลงต่ำด้วยไม่อยากมองเห็นคำถามมากมายที่อยู่ในดวงตาของอีกฝ่าย เพียงครู่เดียว ลมหายใจอุ่นๆ ที่รดต้นคอในทีแรกก็ค่อยๆ ห่างออกไปคล้ายกับยอมถอยห่างจากกำแพงที่จียงสร้างขึ้นมา
และยองเบเองก็ไม่เคยพยายามปีนข้ามหรือทำลายกำแพงอันแข็งแกร่งนี้เลยสักครั้ง จียงรู้กฎตายตัวข้อนี้ดี
“งั้น...ฉันเข้าไปพบพ่อก่อนแล้วกันนะ” ยองเบบอกเบาๆ โดยไม่ดื้อรั้นที่จะพาคนรักเข้าไปในบ้านพร้อมกัน เขาสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของจียงมาตั้งแต่เมื่อเช้านี้แล้ว หลังจากที่จียงพบกับซึงฮยอน จียงอาจจะต้องการใช้เวลาอยู่กับตัวเองสักพัก เหมือนอย่างทุกครั้งที่มีเรื่องไม่สบายใจ
แต่เขาก็ไม่อยากรู้นักหรอก...ว่าเรื่องไม่สบายของจียงนั้นจะเกี่ยวข้องกับพี่ชายของเขามากน้อยแค่ไหน
เขาไม่อยากรับรู้อะไรทั้งนั้น
เมื่อแผ่นหลังของยองเบหายลับเข้าไปในบ้านแล้ว จียงก็ประคองร่างของตัวเองแล้วไปทรุดนั่งลงบนม้านั่งตัวยาว ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆ กับสวนหน้าบ้าน ความเหนื่อยล้าของหัวใจที่เอาแต่วิ่งวนเวียนอยู่แต่เรื่องในอดีตอันแสนโหดร้าย ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแรงไปด้วย จียงนั่งชันเข่าแล้วเอนตัวพิงม้านั่งพลางหลับตาลงช้าๆ สูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อซึมซับกลิ่นอายของต้นไม้ใบหญ้า เผื่อว่าจะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง
“องครักษ์หายไปไหนซะล่ะ? ทำไมปล่อยให้คุณหนูควอนจียงมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียว”
จียงลืมตาขึ้นทันทีที่ได้ยินเสียงของบุคคลที่ไม่พึงปรารถนาจะเจอที่สุดในชีวิต ใบหน้าเรียวเบือนหนีไปอีกทางเมื่อร่างสูงทิ้งกายลงนั่งข้างๆ ไม่ได้โต้ตอบและไม่คิดที่จะหนี ทั้งที่รู้ดีว่าคนอย่างชเวซึงฮยอนไม่มีทางญาติดีกับเขาเด็ดขาด ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน และเหตุผลที่ซึงฮยอนจงใจเดินเข้ามาทักทายเขาแบบนี้ แน่นอนว่าต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่
“เรื่องของผม” จียงตอบเสียงเรียบ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยอย่างไม่เกรงกลัว ต่างจากควอนจียงที่ซึงฮยอนเคยรู้จักราวกับเป็นคนละคน ลืมไปเสียเถอะ ควอนจียงเมื่อสิบปีก่อน คนที่ยอมให้ชเวซึงฮยอนรังแกและทำร้ายจิตใจสารพัดโดยไม่เคยคิดจะตอบโต้ คนที่ทั้งอ่อนแอและขลาดเขลาแบบนั้น มันตายจากโลกใบนี้ไปนานแล้ว
“ไม่คิดเลยนะ ว่าเวลาสิบปีจะทำให้เธอเปลี่ยนไปถึงขนาดนี้”
“แต่คุณดูไม่เปลี่ยนไปเลยนะ...ยังร้ายกาจเหมือนเดิม” สีหน้าเรียบเฉยเหมือนคนไร้ความรู้สึกของควอนจียงทำให้ซึงฮยอนอดที่จะหงุดหงิดไม่ได้ ถ้าหากเป็นเมื่อสิบปีก่อน จียงคงกลัวเขาจนตัวสั่น ไม่กล้าเข้าใกล้หรือถึงขนาดนั่งต่อปากต่อคำกับคนอย่างชเวซึงฮยอนแบบนี้หรอก แต่ซึงฮยอนก็มีสติพอที่จะข่มความไม่พอใจเอาไว้ แล้วตอกกลับไปด้วยถ้อยคำที่เจ็บแสบยิ่งกว่าเดิม
“คงสู้เธอไม่ได้หรอก ร้ายกว่าเดิมจนฉันคาดไม่ถึง” ร่างสูงกระตุกยิ้มมุมปากอย่างสะใจ แม้ว่าจียงจะไม่ยอมแสดงความรู้สึกออกทางใบหน้า แต่เขาก็รู้แน่ว่าจียงต้องรู้สึกตะขิดตะขวงในใจบ้างไม่มากก็น้อย แต่คนอย่างชเวซึงฮยอนน่ะหรือ จะคิดคำพูดที่ใช้ทำร้ายจิตใจควอนจียงได้แค่นี้ เพียงแค่จียงหายใจ ซึงฮยอนก็รู้แล้วว่าเขาต้องใช้วิธีไหนเพื่อยั่วโมโหมให้จียงโกรธจนเลือดขึ้นหน้า
“ถึงขนาดจับน้องชายฉันได้เนี่ย ไม่ธรรมดาเลยนะ...ควอนจียง”
“นั่นมันก็เรื่องของผม ถ้าคุณมีเรื่องพูดแค่นี้ ผมคงต้องขอตัวก่อน” จียงลุกขึ้นเต็มความสูงทั้งที่กำมือแน่น จนรู้สึกถึงเลือดที่ซึมออกมาจากผิวเนื้อ แผลเมื่อเช้าเพิ่งจะสมานกันดี แต่แล้วความกดดันบางอย่างก็เป็นเหตุให้จียงโกรธ จนได้บาดแผลซ้ำที่รอยเดิมมาอีกจนได้ ไม่ต่างอะไรกับหัวใจของเขาที่มันถูกทำร้ายซ้ำๆ จากคนที่ไม่เคยรู้จักคำว่าเพียงพอเสียที
“ฉันไม่อนุญาต” เสียงทุ้มต่ำหยุดเรียวขาที่กำลังจะก้าวออกไป ราวกับร่ายมนต์ตรึงร่างกายของจียงให้หยุดอยู่กับที่ แต่เพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นที่จียงสามารถอดทนอยู่ในโอวาทของชเวซึงฮยอนได้ ขาเรียวก้าวออกไปจากที่ที่ซึงฮยอนยืนอยู่อย่างรวดเร็ว เพราะเกินทนกับคำพูดทำร้ายจิตใจ และแววตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังนั้นแล้ว ถ้าหากยืนอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้นานกว่านี้อีกเพียงนาทีเดียว ควอนจียงต้องแสดงความอ่อนแอออกมาให้เขาสมเพชเวทนาอีกเป็นแน่
“เธอไปไหนไม่ได้ ถ้าฉันไม่อนุญาต!” ร่างสูงวิ่งตามจียงมา ก่อนจะคว้าข้อมือที่พันผ้าสีขาวเอาไว้ แล้วกระชากให้ร่างเพรียวบางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา โดยไม่สนใจว่ามือใหญ่ของเขาที่บีบข้อมือบางของจียงไว้แน่นนั้น กำลังทำให้จียงเจ็บจนแทบจะกรีดร้องออกมา...เจ็บจนทะลุไปถึงหัวใจ
แต่ชเวซึงฮยอนคงไม่มีวันล่วงรู้หรอกว่าจียงเจ็บปวดแค่ไหน ถ้าหากจียงยังคงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาด้วยแววตาที่แสนเย็นชาไร้ความรู้สึกแบบนี้ สีหน้าไม่ยินดียินร้ายใดๆ ราวกับตุ๊กตา ที่ไม่ว่าจะถูกทำร้ายหนักหนาสาหัสแค่ไหนก็ไม่เคยรับรู้
“คุณนี่ไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ ชเวซึงฮยอน...ถ้าคุณฆ่าผมให้ตายได้ คุณคงทำไปแล้วสินะ”
ร่างสูงชะงักค้างกับคำพูดที่หลุดรอดออกมาจากริมฝีปากบางของคนตรงหน้า รู้สึกไม่พอใจในบางสิ่งบางอย่างแต่ก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ และในสมองก็พยายามคิดหาถ้อยคำที่จะตอบโต้เพื่อหยุดสายตาแบบนั้นของควอนจียง แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี นอกจากยืนเป็นเป้านิ่งให้จียงยิงคำพูดที่แสนเจ็บแสบใส่ไม่ยั้ง
“ผมไม่รู้หรอกนะว่าผมไปทำอะไรให้คุณ คุณถึงได้เกลียดผมมากขนาดนี้ แต่เหตุผลที่ผมไม่หนีออกจากบ้านหลังนี้ไปตั้งแต่สิบปีก่อน เพราะบุญคุณของพ่อเลี้ยง ยองเบ และทุกๆ คนในบ้านหลังนี้...พวกเขาดีกับผมมาก ยกเว้นคุณที่เกลียดผมเข้ากระดูกดำ ทุกเรื่องที่คุณทำกับผมไว้ก่อนจะไปอิตาลี ผมจำได้ไม่เคยลืม...”
“มันผ่านมานานมากแล้วล่ะ ผมเคยหวังลึกๆ ว่าบางทีคุณอาจจะเกลียดผมน้อยลงบ้าง สักนิดก็ยังดี”
“แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า...เวลา...มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนอย่างคุณได้ เมื่อก่อนคุณเคยเกลียดผมยังไง ตอนนี้ก็ยังเกลียดเหมือนเดิม”
จียงพยายามสุดกำลัง เพื่อจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ให้คนใจร้ายที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ได้เห็น เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับซึงฮยอน ยิ่งได้เห็นแววตาชิงชังของซึงฮยอน ก็ยิ่งเจ็บร้าวไปทั้งหัวใจเหมือนถูกเข็มนับแสนเล่มทิ่มแทง ทั้งที่แววตาแบบนั้น มันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากตอนที่เขาได้พบซึงฮยอนครั้งแรก แต่ไม่ว่าได้พบเห็นสักกี่ครั้ง ก็ยังทำใจให้ชินไม่ได้เสียที ตรงกันข้าม ยิ่งได้เห็น จียงก็ยิ่งเจ็บปวดมากขึ้นทุกทีๆ
“รู้ไหม..ว่าคุณไม่ได้ต่างกับผมเลยสักนิด”
เมื่อก่อนผมเคยรักคุณยังไง...ตอนนี้ก็ยังรักเหมือนเดิม
ผมได้แต่ถามตัวเองตลอดว่าทำไม...
ทำไมถึงทำใจให้เกลียดคุณไม่ได้เสียที
ทั้งๆ ที่....
TO BE CONTINUED
---------------------
Talk : ขออนุญาตลงฟิคบิ๊กแบง ไม่ว่ากันนะคะ ลงในบ้านแดงไปแล้วก็อยากลงในบล็อกตัวเองบ้าง ถึงแม้จะมีคนอ่านน้อยนิดกว่ามากก็ตาม ~O~
ส่วนเรื่องที่ประกาศปิดบล็อกชั่วคราวนั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรหรอกค่ะ เพียงแต่ว่าช่วงม.6 เทอมสอง ชีวิตยุ่งๆ+วุ่นๆ+สนุกสนาน อยากใช้เวลาอยู่กํบเพื่อนให้มากๆ อย่าได้คิดเลยว่าหงส์จริงจังกับการอ่านหนังสือ 55555+ แค่ไม่มีเวลามากพอที่จะมาต่อฟิคได้อย่างต่อเนื่องเท่านั้นเองค่ะ
ยังไงก็ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามกันมาตลอด ฟิคคิเฮไม่รู้ว่าจะได้ต่อเมื่อไหร่ เพราะตอนนี้กำลังสนุกกับการเขียนฟิคเทมจีมากๆ ขอโทษจากใจเลยค่ะ ใครจะด่าจะว่ายังไงก็ได้ ยินดีรับฟังเสมอ TT^TT
ถ้าไม่รบกวนเกินไป คอมเมนท์ติชมกันด้วยนะคะ ขอบคุณคุณผู้อ่านทุกท่านค่า ^______^
PS.เมื่อไหร่จะสอบเอเน็ตเสร็จซะที ~~~
edit @ 4 Mar 2009 20:05:29 by Believes-fiction
edit @ 4 Jul 2009 15:42:53 by Believes-fiction
(ตกลงจะด่าหรือจะชมไม่รู้= =)

มันคืออะไรอ่าา
เทม แกทำอะไรกะจีไว้
ทำไมมันถึงรุนแรงแบบนี้ TT
สองตอนมาแบบเครียดเลย =="
แต่สนุกมากค่าา
เรื่องน่าติดตามอ่ะ
แต่ท่าทางเรื่องนี้คงจะยาวมากเลยใช่ไหมเนี่ยยย
ปล เรื่องนี้เทมเท่ห์โหดได้ไจมาก ฮ่าๆๆ
เป็นมาเฟียเลย คิอภาพมันออกอ่ะ อ๊ายย
#1 By kubkang (202.12.97.111) on 2009-02-25 21:32