[Fic BB] Unconditional Love : Chapter 6 [T.O.P x G-Dragon]

posted on 09 Nov 2009 11:39 by believes-fiction  in Bigbang-Fictions

 

 

 

Chapter 6 : Gentleness

 

 

 

 

 

 

“จียงไม่มีทางทำแบบนั้นแน่!”




ซึงฮยอนสาบานได้ว่า เขาไม่เคยเห็นยองเบมีท่าทีหัวเสียขนาดนี้มาก่อน ความจริง ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนอนของยองเบ เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นแปลกๆ บางอย่างที่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ยิ่งได้พูดคุยกับยองเบ ก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ความสุภาพอ่อนโยนที่เป็นสิ่งติดตัวยองเบมาตั้งแต่เกิด เหมือนจะพังราบคาบลงทันทีที่เห็นหน้าชเวซึงฮยอน




แต่ทายาทคนเดียวของตระกูลชเวก็ไม่มีเวลามานั่งจับผิดพฤติกรรมที่แปลกไปของน้องชายต่างสายเลือดมากนัก และเพียงบทสนทนาจบลงด้วยคำว่า ‘จียงคิดจะฆ่าพ่อ’ ยองเบก็ลุกพรวดขึ้นแล้วมองเขาด้วยแววตาแข็งกร้าวอย่างที่เห็น ซึงฮยอนจ้องน้องชายกลับ เขามั่นใจว่ายองเบเป็นคนมีเหตุผลเพียงพอ...ต่อให้ยองเบจะรักจียงมากมายแค่ไหนก็ตาม




รัก...มากแค่ไหน




ก็ตาม...





“ผมกับจียงวิ่งเล่นด้วยกันมาตั้งแต่จำความได้...ผมเชื่อใจเขา”




และเหตุผลที่ยองเบยกขึ้นมาอ้าง เหตุผลที่ไม่ใช่ความรัก...ก็ทำให้ซึงฮยอนต้องเป็นฝ่ายนิ่งเงียบไปพักใหญ่ๆ สิ่งที่เขาเห็นมากับตา แม้จะไม่เห็นว่าจียงยกข้ามต้มชามนั้นไปให้พ่อของเขาจริงๆ แต่เขาก็เชื่อสิ่งที่เห็นมากกว่าเรื่องของความผูกพันที่ยองเบยกขึ้นมาอ้าง หากทว่าเขาก็ไม่เข้าใจตัวเอง...ทำไมถึงโต้ตอบน้องชายไม่ได้เลยสักคำ




“พี่เห็นกับตาตัวเองหรือเปล่าล่ะว่าจียงยกข้าวต้มที่ใส่ยากล่อมประสาทไปให้พ่อจริงๆ”




“พี่เห็นตอนจียงใส่ยานั่นลงไป แต่พี่ต้องหลบออกมาจากห้องครัวก่อนเพราะมีแม่บ้านกำลังเดินมาพอดี” ซึงฮยอนรู้สึกเหมือนเสียงของตัวเองเบากว่าตอนแรกที่เขาเล่าเรื่องนี้ให้น้องชายฟัง อาจจะเป็นเพราะเห็นยองเบเริ่มควบคุมอารมณ์ได้ เขาเองจึงยอมอ่อนลงบ้าง ยองเบนิ่งเงียบไปพักหนึ่งก็ค่อยๆ ยิ้มบางๆ ให้พี่ชายก่อนจะบอกเสียงนุ่ม




“นั่นแหละที่ผมอยากจะบอก...ถ้าพี่ไม่เห็นกับตาก็อย่าปักใจเชื่อว่าเขาทำแบบนั้น หรือถึงจะเห็นกับตาก็อย่าตัดสินว่าเขาเป็นแบบนั้น เพราะนั่นอาจจะเป็นสิ่งเลวร้ายเพียงสิ่งเดียวที่อยู่ท่ามกลางสิ่งดีๆ นับล้านในตัวเขาก็ได้”




คำพูดของยองเบทำเอาซึงฮยอนต้องนิ่งอึ้งไปอีกครั้ง ถ้าเขากับยองเบไม่ได้ผูกพันกันในฐานะพี่น้องมาสิบแปดปีเต็ม เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าคนอย่างทงยองเบจะมีจิตใจที่เข้มแข็งพอที่จะลั่นไกเพื่อปลิดชีวิตใครสักคนได้ ทั้งแววตาอ่อนโยนนั้น น้ำเสียงที่สุภาพนุ่มนวล ทุกอย่างไม่ว่าอะไรก็ตามในตัวผู้ชายคนนี้ทำให้ซึงฮยอนรู้สึกเหมือนตัวเองยืนอยู่ตรงก้นเหว ถึงแม้ใครว่าจะมองว่ายองเบเป็นแค่ผู้ชายธรรมดา ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมายเมื่อเทียบกับทายาทที่แท้จริงอย่างชเวซึงฮยอน แต่ตอนนี้ซึงฮยอนเข้าใจแล้ว...




เข้าใจแล้วว่าทำไมจียงถึงยอมให้ในสิ่งที่ยองเบร้องขอ...ทั้งที่ตัวเองไม่ได้รักยองเบเลยสักนิด




“ถ้าอย่างนั้น พี่ขอพิสูจน์ให้แน่ใจได้ไหม?”




“ตามใจพี่แล้วกันครับ...”




ซึงฮยอนพยักหน้าสองสามครั้ง แล้วจึงหมุนตัวเดินจากมา แต่ขณะที่เขากำลังจะดึงบานประตูเข้าหาตัว เสียงของยองเบก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน




“แต่ผมขออะไรพี่อย่างหนึ่งได้ไหม?”




คนฟังนิ่งเงียบ รอให้ยองเบพูดต่อไปโดยไม่ได้เหลียวหลังกลับไปมอง อาจเป็นเพราะความอ่อนโยนของยองเบทำให้เขาละอายใจจนไม่กล้าที่จะเผชิญหน้าตรงๆ




...ที่ที่ยองเบยืนอยู่นั่นสว่างไสวเกินไป ปีศาจอย่างเขาควรยืนอยู่ในที่มืดอย่างนี้เหมาะที่สุดแล้ว...




และเพียงไม่กี่อึดใจ เสียงจากด้านสว่างนั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง




“อย่าทำร้ายจียง ไม่ว่าผลพิสูจน์ของพี่จะออกมาเป็นยังไงก็ตาม” ยองเบยืนมองแผ่นหลังของพี่ชาย...เขาเดาไม่ออกว่าซึงฮยอนจะคิดอย่างไรกับคำขอร้องโง่ๆ นี้ คำขอร้องเพื่อปกป้องคนที่ตัวเองรัก คงงี่เง่าเหลือเกินสำหรับคนอย่างชเวซึงฮยอน คนที่ไม่เคยมอบความรักที่แสนบริสุทธิ์ให้กับใครนอกจากแม่ของตัวเอง




แต่คำตอบที่ได้รับ...ก็แสดงให้เห็นว่า ซึงฮยอนก็ไม่ใช่คนไร้หัวใจอย่างที่ใครๆ ว่าเสียทีเดียวหรอก




“ขอคิดดูก่อนแล้วกัน...”




ประตูห้องปิดสนิท ซึงฮยอนออกไปแล้ว หากดวงตาเรียวของเจ้าของห้องยังคงหยุดอยู่ที่เดิม ก่อนจะพึมพำเบาๆ...มีเพียงใจของเขาเท่านั้นที่ได้ยินมัน




“ถ้าพี่ซึงฮยอนรู้ว่า...จียงรู้สึกยังไงกับพี่ พี่จะทำร้ายเขาไม่ลงหรอก...เชื่อสิ”





.





.




ความคิดที่ว่าจะนั่งอ่านหนังสืออยู่บ้านเงียบๆ พังครืนลงทันทีหลังจากที่ได้พบกับซึงฮยอนเมื่อเช้านี้ จียงรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในบ่วงที่แสนว้าวุ่น เขาจึงตัดสินใจโทรหาหญิงสาวผู้เป็นเพื่อนสนิทเพื่อชวนออกไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะด้วยกัน แต่เขาเองก็ลืมไปว่าซอนเยอยู่ในสถานภาพนักศึกษาชั้นปีที่สาม วันธรรมดาแบบนี้เธอย่อมไม่มีเวลามาเดินเล่นเป็นเพื่อนเขาอยู่แล้ว




จียงถอนหายใจเฮือกใหญ่หลังจากกดวางสายไปแล้ว มือเรียวคว้ากุญแจรถที่วางอยู่บนหัวเตียงแล้วเดินออกมาจากห้องนอน ยังไงเสีย วันนี้จิตใจเขาก็ไม่สงบพอที่จะขังตัวเองอยู่ในโลกส่วนตัวได้เหมือนอย่างทุกวัน อย่างน้อย ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกอาจจะทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้าง ถึงจะโดดเดี่ยวไปสักหน่อยก็เถอะ




รถออดี้สีขาวแล่นออกจากบ้านตระกูลชเวอย่างไม่เร่งร้อนนัก จียงบอกแม่บ้านเอาไว้ว่าถ้าใครถามหาให้บอกว่าเขาออกไปซื้อของข้างนอก มีลูกน้องตามไปด้วยสองสามคน แต่ความจริงแล้วไม่มีสักคนเลยต่างหาก เขารู้ว่าพ่อเลี้ยง ยองเบรวมทั้งป้าโซรีต้องประสาทเสียแน่ๆ ถ้ารู้ว่าเขาขับรถออกมาเพียงลำพัง ศัตรูของพ่อเลี้ยงมีอยู่รอบด้าน จียงอาจถูกลอบสังหารหรืออาจจะถูกจับตัวไปเมื่อไหร่ก็ได้




แต่ก็อย่างที่รู้ ควอนจียงมีโลกส่วนตัวที่ไม่อยากให้ใครเข้ามาวุ่นวาย ถึงแม้ว่าการเดินเล่นแล้วคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยตามลำพังจะเสี่ยงต่ออันตรายมากพอๆ กับการอยู่ท่ามกลางพวกมาเฟีย จียงก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าใดนัก ชีวิตนี้เขาพบเจอความเลวร้ายมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันรูปแบบ ชาชินเสียจนลืมไปด้วยซ้ำว่าครั้งหนึ่งในชีวิตเขาเคยกลัวความตายและการพลัดพรากจากคนที่รักมากแค่ไหน




จียงเลือกที่จะมาเดินเล่นในศูนย์การค้ากลางเมือง ไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจเมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่คนเยอะๆ สำหรับจียงแล้ว ไม่ว่าโบสถ์ที่แสนเงียบสงบหรือสถานบันเทิงที่มีแต่เสียงอึกทึกครึกโครม เขาก็ยังคงสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาได้ตลอดเวลา ภายใต้สีหน้าและแววตาที่เรียบเฉย เวลานี้ก็เช่นกัน ร่างเพรียวบางเดินเล่นอยู่ในศูนย์การค้าไปอย่างไร้จุดหมาย แต่ก็ทำให้เพลิดเพลินไม่น้อย ดีกว่านอนอยู่บ้านแล้วจิตใจฟุ้งซ่านเปล่าๆ




ดวงตาเรียวสวยมองนั่นมองนี่ไปเรื่อยๆ ก็หยุดลงที่ร้านไอศกรีมเล็กๆ ร้านหนึ่ง ซึ่งพนักงานเพิ่งเดินมาไขกุญแจเพื่อเปิดประตูร้าน จียงมองผ่านกระจกใสเข้าไปภายในที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีชมพูและสีครีมอย่างน่ารัก เหมาะสำหรับครอบครัวสุขสันต์หรือคู่รักหนุ่มสาว แต่คงไม่เหมาะกับมือปืนที่แสนเย็นชาไร้ความรู้สึก ทั้งยังมาเดินเล่นเพียงลำพังอย่างควอนจียงหรอก




แต่ถึงไม่เหมาะยังไง ตอนนี้ร่างเพรียวก็พาตัวเองเข้ามานั่งที่โต๊ะติดกระจกเป็นที่เรียบร้อย เขาสั่งไอศกรีมถ้วยใหญ่เพื่อที่จะได้ใช้เวลานั่งอยู่ในร้านนี้นานๆ เสียงเพลงเกาหลีแนวบัลลาดเหมือนกล่อมความรู้สึกให้คลายจากความเหนื่อยล้าจนต้องถอนหายใจยาวด้วยความโล่งใจโดยไม่รู้ตัว จียงเอนตัวพิงโซฟาตัวนุ่มสีครีม ไม่นาน ไอศกรีมที่เต็มไปด้วยวิปครีมสีขาวและสตรอเบอร์รี่ลูกโตก็มาวางตรงหน้า แต่ขณะที่จียงกำลังจะหยิบช้อนขึ้นมา ภาพที่เคลื่อนไหวที่นอกร้านก็เรียกให้เขาต้องเงยหน้าขึ้นมอง




เด็กชายกับเด็กหญิงกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่หน้าร้านไอศกรีม เด็กชายอายุราวๆ สิบสองขวบพยายามลากเด็กผู้หญิงในชุดกระโปรงสีชมพูหม่นๆ ซึ่งกำลังร้องไห้งอแง จียงรับรู้ได้ว่าเด็กผู้ชายคนนั้นไม่ได้จงจำจะทำร้ายเด็กหญิงแต่อย่างใด เพราะสีหน้าของเด็กชายก็มีร่องรอยของความลำบากใจปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ดวงตาเป็นกังวลนั้นเลื่อนขึ้นมองป้ายของร้านไอศกรีม เหมือนเพียงแวบเดียวที่หันมาสบตาจียงแล้วก็เบือนหน้าหนีไป ก่อนจะพยายามลากเด็กหญิงให้ออกมาจากหน้าร้านให้ได้




ร่างเพรียวบางตัดสินใจเดินออกไปหาเด็กทั้งสองคนนั้น ก่อนจะย่อตัวลงนั่ง เด็กชายมีท่าทีหวาดกลัวเล็กน้อย แล้วดึงเด็กหญิงที่ตัวเล็กกว่าให้หลบไปข้างหลัง เห็นท่าทางหวาดระแวงของเด็กๆ แล้ว จียงจึงต้องค่อยๆ วาดรอยยิ้มออกมา...แม้จะเป็นเพียงรอยยิ้มบางๆ แต่ก็อ่อนหวานและจริงใจที่สุดนับตั้งแต่วันที่สูญเสียพ่อกับแม่ไป ความอ่อนโยนที่เหมือนตายไปจากชีวิตมานับสิบปีทอประกายอยู่ในดวงตาสีอ่อนอีกครั้ง จนกระทั่งความหวาดกลัวแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย เด็กชายเอียงคอเล็กน้อยแล้วถามจียงเสียงใส




“พี่ชายมีอะไรเหรอครับ?”




“พี่ต่างหากที่ต้องถามว่าทำไมน้องสาวเราถึงได้ร้องไห้งอแงแบบนั้น” จียงว่าพลางมองเด็กหญิงที่ยังคงสะอึกสะอื้น หากแต่มือเล็กๆ นั้นกลับกำชายเสื้อสีซีดของพี่ชายไว้แน่น




“มินจีอยากกินไอติม...แต่ว่าเรา...ต้องเก็บเงินไว้ให้พี่ชายรักษาตัว” เด็กชายบอกด้วยสีหน้าเศร้าๆ เขาไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองจียง กลัวว่าจะได้รับสายตาดูถูกดูแคลนเหมือนอย่างที่คนรอบข้างเคยทำกับเขาและน้องสาวของเขา แต่จียงกลับขยับเข้าไปใกล้เด็กสาว แล้วลูบศีรษะของเธออย่างเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน




“น้องมินจี อยากเข้าไปกินไอติมกับพี่จียงไหมครับ?”




“ไม่เป็นครับพี่ชาย” เด็กชายคนนั้นรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน ส่วนมินจีที่กำลังจะยิ้มออกมาในทีแรกก็รีบก้มหน้าก้มตา ไม่กล้ามองหน้าจียง แล้วก็ไม่กล้ามองหน้าพี่ชายของเธอเองด้วย จียงยิ่งเห็นท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่รับของคนอื่นง่ายๆ ก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดูเด็กทั้งสองคนมากขึ้นไปอีก




“พี่สั่งมาเยอะเกินไป กินไม่หมดแน่ๆ เลย ยังไงรบกวนเราสองคนด้วยนะ” ว่าแล้วก็จูงมือเด็กทั้งสองคนเข้ามาร้าน พนักงานในร้านเองก็บริการอย่างดี ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจเด็กๆ เลยแม้แต่น้อย จียงปล่อยให้เด็กทั้งสองทานไอศกรีมไปอย่างมีความสุข เห็นรอยยิ้มสดใสของเด็กๆ แล้วก็อดยิ้มตามไม่ได้จริงๆ




ใครบอกว่าควอนจียงเย็นชา...ผิดแล้วล่ะ




“ว่าแต่ เรายังไม่ได้บอกชื่อพี่เลยนะ” จียงถามขึ้นขณะที่เด็กชายกำลังจะตักสตรอเบอร์รี่เข้าปาก




“คยูวานครับ...ชินคยูวาน” เด็กชายตอบเสียงใส “พี่จียงน่ารักจังเลยนะครับ น่ารักแถมยังใจดีอีกต่างหาก”




“ใช่ๆ พี่จียงน่ารักเหมือนเด็กผู้หญิงเลย” มินจีพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วยกับคำพูดของพี่ชาย จียงได้แต่ยิ้มบางๆ แก้เขิน นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้ยินคำพูดเด็กๆ ไร้เดียงสาแบบนี้...อาจจะตั้งแต่ตอนที่เขาอายุเท่ามินจีล่ะมั้ง




“ช็อคโกแล็ตซันเดย์ที่นึงครับ”




จียงสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียง...ที่เขามั่นใจว่าใช่ แต่คิดว่าไม่น่าจะใช่คนๆ นั้นอยู่ใกล้ๆ แถวนี้ ทั้งคยูวานและมินจีเองก็ตกใจไม่แพ้กันเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียง มินจีเริ่มขยับเข้าไปใกล้พี่ชายของเธออีกครั้ง แววตาของเธอแสดงความตื่นกลัวมากกว่าหวาดระแวง จียงเองก็ทำอะไรไม่ถูกไปเหมือนกันเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ พลางถอดแว่นกันแดดสีชาออก




ตกใจน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่แปลกใจมากกว่าที่ซึงฮยอนเลือกที่จะเดินเข้ามาหาเขาซึ่งๆ หน้าในร้านไอศกรีม ทั้งยังอยู่อยู่ในชุดธรรมดา เสื้อยืดสีขาวทับด้วยแจ็คเก็ตสีน้ำตาล กางเกงยีนส์กับรองเท้าผ้าใบราคาเหยียบหมื่น จียงไม่เคยเห็นซึงฮยอนในภาพแบบนี้มาก่อน...นึกว่าในตู้เสื้อผ้ามีแค่สูทกับชุดนอนซะอีกนะเนี่ย




“คยูวาน มินจี นี่คุณซึงฮยอน...เอ่อ...” จียงไม่แน่ใจว่าควรแนะนำซึงฮยอนให้เด็กทั้งสองคนรู้จักในฐานะอะไรดี พี่ชาย? เจ้านาย? แต่ไม่ต้องคิดให้เปลืองสมองมากไปกว่านั้น มินจีก็โพล่งขึ้นมาลั่นร้าน




“แฟนพี่จียงเหรอคะ?”




“ใช่”




สาบานได้ว่านั่นไม่ใช่คำตอบของควอนจียง แต่จะแก้ข่าวก็ไม่ทันเสียแล้ว ดวงตาคู่เรียวจึงทำได้เพียงแค่ปรายมองคนที่นั่งอยู่ข้างกาย ในขณะที่ซึงฮยอนก็ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ คนที่อยากทำอะไรก็ทำอย่างชเวซึงฮยอนไม่เคยสนใจความรู้สึกของใครรู้แล้ว จียงอยากจะพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ ให้กับนิสัยแย่ๆ ของอีกฝ่าย เด็กอายุแค่สิบเอ็ดสิบสองอย่างคยูวานยังจะดูมีความคิดมากกว่าซึงฮยอนที่บรรลุนิติภาวะแล้วเสียอีก




“ผู้ชายกับผู้ชายเป็นแฟนกันได้เหรอครับ?”




“ถ้ารักกัน มันก็ไม่เป็นปัญหานี่” ซึงฮยอนตอบหน้าตาย ส่วนเด็กทั้งสองคนก็พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ แต่ควอนจียงนี่สิแทบจะระเบิดตัวเองให้ตายตรงนี้อยู่แล้ว ชเวซึงฮยอนต้องการอะไรกันแน่ แค่อยากเล่นสนุกๆ เหมือนอย่างที่ผ่านมาหรือไง? ใช่สิ มันจะมีเหตุผลอะไรมากไปกว่านั้นล่ะ ก็แค่สนุกที่ได้แกล้ง สนุกที่ได้ยั่วโมโห




แต่ถ้าหากเขารู้ว่าหัวใจของจียงเจ็บปวดขนาดไหน



คงจะสะใจยิ่งกว่านี้ไม่รู้กี่ร้อยเท่า





จียงนั่งเท้าคาง เลือกที่จะเบือนหน้าผ่านบานกระจกใสออกไปด้านนอกทั้งๆ ที่มันไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด เหมือนได้ยินเสียงพูดคุยของซึงฮยอนกับเด็กทั้งสองคนผ่านเข้ามาในโสตประสาทแล้วก็ผ่านเลยออกไป ไม่ได้ใส่ใจนักว่าพวกเขาจะคุยกันอะไรกัน แต่นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้จียงได้เห็นอีกด้านหนึ่งของซึงฮยอน ด้านที่ไม่ได้เป็นสีดำมืด ด้านที่ไม่ได้มีร่างทะมึนของปีศาจร้ายคอยตามติดเหมือนเป็นเงา ซึงฮยอนไม่ได้ดุร้ายกับเด็กๆ เขารู้จักปรับตัวเมื่อบังเอิญเดินผ่านเข้ามาในด้านสว่างของโลก




คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยได้เพียงไม่กี่นาที ช็อกโกแล็ตซันเดย์ที่ซึงฮยอนสั่งไปเมื่อครู่มาเสิร์ฟอยู่ตรงหน้าแล้ว ทายาทมาเฟียอันดับหนึ่งของโซลนั่งทานไอศกรีมช็อกโกแล็ตซันเดย์ ฟังแล้วก็พิลึกดีเหมือนกัน...ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องพิลึกในความคิดของจียงนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น ซึงฮยอนเลื่อนถ้วยไอศกรีมให้กับจียงซึ่งดูเหมือนกำลังอมยิ้มอยู่ ก่อนคิ้วเรียวจะขมวดเล็กน้อยด้วยความงุนงง




“ไอศกรีมที่เธอสั่งโดนเจ้าพวกนี้เขมือบไปหมดแล้วนี่”




ให้ตายสิ ไม่มีวิธีแสดงน้ำใจที่ดูดีกว่านี้แล้วหรือไงกันนะ...ควอนจียงคิด




“ผมชอบไอศกรีมรสช็อกโกแล็ตนะ” เหมือนไม่ได้จงใจพูดกับซึงฮยอน แต่ลืมตัวพูดออกไปแล้ว และก็ดังมากพอที่คนข้างๆ จะได้ยินอย่างชัดเจนเสียด้วย




“รู้น่า”




“เหรอ?” จียงอยากจะถามต่อว่าซึงฮยอนรู้ได้อย่างไร ก็อีกใจก็คิดว่าซึงฮยอนคงพูดกวนๆ ไปอย่างนั้นเอง จึงไม่ได้หันไปต่อบทสนทนาอะไรให้ยืดยาวอีก ใบหน้าเรียวหันกลับไปหาเด็กทั้งสองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ส่งยิ้มบางๆ ให้อีกครั้ง ความจริงแล้วเขาไม่อยากจะยิ้มต่อหน้าซึงฮยอนเท่าไหร่นักหรอก มันรู้สึกแปลกๆ เวลาที่ต้องแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาให้คนรอบข้างได้เห็น แต่จะให้ทำอย่างไรได้ เขาเองก็ไม่อยากทำตัวเย็นชาเมื่ออยู่ต่อหน้าเด็กๆ อีกอย่าง เพิ่งรู้เดียวนี้เองว่าเวลาที่ยิ้มออกมาจากใจ มันทำให้รู้สึกดีมากมายแค่ไหน




ทว่าเจ้าของรอยยิ้มไม่รู้ตัวเลยว่า รอยยิ้มของเขาซึ่งเปรียบเสมือนสมบัติอันล้ำค่า กำลังถูกใครบางคนค่อยๆ เก็บเกี่ยวเอาไปทีละเล็กทีละน้อย ก่อนหน้านี้ตอนที่เห็นจียงส่งยิ้มให้กับเด็กทั้งสองหน้าร้านไอศกรีม ซึงฮยอนคิดว่าตัวเขาตาฝาดไปเสียอีก เพราะเขาเชื่อมาตลอดว่าชาตินี้หรือชาติไหน ควอนจียงก็ไม่มีทางร้องไห้หรือยิ้มออกมาให้ใครหน้าไหนเห็นเป็นอันขาด แต่พอได้มาสัมผัสรอยยิ้มบางๆ นี้ใกล้ๆ ซึงฮยอนก็แทบลืมหายใจ




เพิ่งรู้ว่าอีกสิ่งหนึ่งในโลกใบนี้ที่คนอย่างชเวซึงฮยอนอยากทำแต่ทำไม่ได้คือ




หยุดเวลา...




“เดี๋ยวพี่จียงไปส่งที่บ้านนะ คยูวาน มินจี” จียงบอกเด็กทั้งสองคนเสียงใสหลังจากซึงฮยอนจัดการเช็คบิลที่เคาน์เตอร์เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะหันไปโค้งให้คุณชายซึงฮยอนเบาๆ “ผมขอตัวก่อนนะครับ”




“จะไปส่งยังไง?” ร่างสูงเลิกคิ้วขึ้นขณะที่จียงกำลังจะพาเด็กๆ ออกจากร้าน ใบหน้าใสหันมาตามเสียงทักท้วง นับไม่ถูกเลยว่าวันนี้ซึงฮยอนทำให้จียงงงไปกี่รอบแล้ว ซึงฮยอนเอามือทั้งสองข้างล้วงกระเป๋า มีความจำเป็นอะไรกันนะที่เขาต้องพูดโดยไม่มองหน้าจียง  “ก็ฉันบอกให้ลุงฮันขับรถเธอกลับบ้านไปแล้ว”




คนฟังเหมือนจะแน่นิ่งไปครู่ใหญ่ๆ นี่แสดงว่าซึงฮยอนแอบสะกดรอยตามเขาอย่างนั้นหรือ? เขาเก่งกาจขนาดที่ว่าสามารถสะกดรอยมือปืนที่พ่อเลี้ยงชเวจองฮุนไว้ใจที่สุดได้โดยไม่มีพิรุธอะไรเลยแม้แต่น้อย นี่คืออีกสิ่งหนึ่งในตัวซึงฮยอนที่จียงกลัวมาก คนๆ นี้สามารถทำอะไรกับควอนจียงได้ตลอดเวลา บางที...กว่าที่จียงจะรู้ตัวก็ตอนที่ตายเพราะน้ำมือของผู้ชายคนนี้แล้วก็ได้




“ผม...ไปแท็กซี่ก็ได้” จียงตอบพลางเม้มปากแน่น




“ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันไปส่งเอง”




“ไม่เป็นไร...”




“เธอคิดจะเอาเด็กๆ ไปเสี่ยงตายด้วยงั้นเหรอ?” ซึงฮยอนกลับมาเป็นฝ่ายจ้องหน้าคาดคั้น ความหมายในถ้อยคำนั้นถูกตอกย้ำผ่านทางแววตา จียงเกือบจะสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินคำเตือนของอีกฝ่าย เขาลืมไปเสียสนิทเลยว่าเขาคือมือปืนที่ศัตรูของพ่อเลี้ยงหมายหัวเอาไว้ อาจจะมีค่าหัวแพงกว่าชเวซึงฮยอนซึ่งเป็นลูกชายแท้ๆ เสียด้วยซ้ำไป เขาอาจจะโดนศัตรูทำร้ายเมื่อไหร่ก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาที่จียงกังวลเท่าใดนัก เมื่อเทียบกับสองชีวิตน้อยๆ ที่ตามติดไปกับเขาด้วย




จะให้เด็กสองคนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวมาเสี่ยงอันตรายด้วยได้ยังไงกัน




ร่างเพรียวบางจูงมือเด็กๆ ทั้งสองคนตามหลังซึงฮยอนไปอย่างเชื่องช้า แม้คนที่เดินนำอยู่จะดูรีบเร่งเสียเหลือเกิน จนกระทั่งเดินมาถึงรถเลกซัสสีดำคันหรูของซึงฮยอน จียงปล่อยให้เด็กๆ นั่งเบาะหลังแล้วตัวเองก็ก้าวเข้าไปนั่งเบาะข้างคนขับ อย่างน้อย รถของซึงฮยอนก็มีกระจกกันกระสุน ดีกว่าเสี่ยงนั่งแท็กซี่เป็นไหนๆ ซึงฮยอนถามทางจากคยูวาน จึงได้รู้ว่าบ้านของเด็กสองคนนี้อยู่ไม่ไกลจากศูนย์การค้าแห่งนี้เท่าใดนัก เพียงแต่ว่าอยู่ในแหล่งชุมชนแออัดซึ่งมีหลายตรอกซอกซอย ชายหนุ่มไม่ได้มีท่าทีติดรำคาญเมื่อต้องพารถราคาเกือบแสนยูโรเข้ามาในที่สกปรกเช่นนี้ กลับชวนเด็กๆ คุยไปตามทาง จนกระทั่งคยูวานบอกให้จอดรถเมื่อใกล้จะถึงบ้านแล้ว




“ขอบคุณพี่จียงกับพี่ซึงฮยอนมากๆ นะครับ”




“เดี๋ยวพี่ลงไปส่งนะ” จียงลงจากรถแล้วเดินตามเด็กๆ ไปโดยที่ซึงฮยอนค้านไว้ไม่ทัน ชายหนุ่มเจ้าของรถถอนหายใจเฮือกใหญ่ ชุมชนแออัดแบบนี้ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยเสียเมื่อไหร่กัน ตรงกันข้าม กลับเหมือนเป็นการเปิดทางให้พวกศัตรูลงมือได้ง่ายขึ้น นี่คุณมือปืนคนเก่งของพ่อไม่ได้นึกห่วงตัวเองบ้างเลยหรือไงนะ




แต่ก็ช่างเถอะ



ตราบใดที่ชเวซึงฮยอนยังอยู่ตรงนี้ เขาก็มั่นใจว่าจะไม่มีใครทำอะไรจียงได้




ซึงฮยอนคิดพลางทอดมองแผ่นหลังบางที่หายลับเข้าไปในบ้านโทรมๆ หลังนั้น





“พี่ครับ ผมกลับมาแล้ว” เด็กชายว่าพลางล้วงถุงพลาสติกเล็กๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง จียงเห็นว่ามันเป็นถุงยาซึ่งคยูวานคงซื้อมาจากร้านขายยาแถวศูนย์การค้า “พี่ซึงริครับ นี่พี่จียง...พาผมกับมินจีไปกินไอติมแล้วก็พามาส่งที่บ้านด้วยครับ”




เป็นลักษณะเฉพาะตัวอยู่แล้ว เวลาที่จียงโค้งทักทายใคร มักไม่ค่อยยิ้ม สีหน้าเรียบเฉยอย่างไรก็อย่างนั้น แต่ก็เพิ่งรู้ว่าพี่ชายของคยูวานนี่แย่กว่าจียงหลายเท่าเลยแฮะ เพราะนอกจากจะยิ้มไม่เป็นแล้ว ยังไม่ได้โค้งให้หรือพูดขอบคุณคนที่อุตส่าห์มาส่งน้องๆ ถึงบ้านเลยด้วยซ้ำ ดูจากภายนอกแล้วจียงค่อนข้างมั่นใจว่าซึงริอายุน้อยกว่าเขาสักสองหรือสามปี แต่ก็ช่างเถอะ มารยาทแย่ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนเลวร้ายเสียหน่อย




“คยูวาน พี่จียงขอคุยด้วยแปบนึงได้ไหมครับ?”




เมื่อเด็กชายพยักหน้ารับ จียงก็พาคยูวานออกมาคุยกันหน้าบ้าน ก่อนจะถามถึงอาการป่วยของซึงริ ตอนที่เจอกันหน้าร้านไอศกรีม คยูวานบอกว่าต้องเก็บเงินไว้รักษาพี่ชาย ซึงริยังอายุแค่นั้น แต่ป่วยถึงขนาดไม่สามารถทำงานเลี้ยงดูน้องๆ เพียงลำพังได้ แสดงว่าอาการป่วยนั้นต้องรุนแรงไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว แต่คยูวานก็ไม่ได้ให้คำตอบที่กระจ่างนัก ตามประสาเด็ก จียงเดาว่าซึงริคงไม่อยากทำให้น้องๆ เป็นกังวล ดวงตาเรียวมองผ่านบานหน้าต่าง เห็นซึงริกำลังยกอาหารกลางวันมาให้มินจีพลางลูบผมเธอเบาๆ แม้ริมฝีปากจะนิ่งเฉย แต่แววตาเปี่ยมไปด้วยความรัก...




ความรักจากคนในครอบครัว...ดูแล้วอบอุ่นดีจัง




พูดคุยกันสักพักจียงก็บอกลาคยูวานและสัญญาว่าจะมาเยี่ยมใหม่ เมื่อคยูวานกลับเข้าไปในบ้านแล้ว จียงจึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแล้วติดต่อไปหาใครคนหนึ่ง...ใครคนหนึ่งที่เขาไว้ใจที่สุดในชีวิต





“ยองเบ...ฉันมีเรื่องให้ช่วยหน่อย”






.





.





“แวะกินข้าวก่อนไหม?”




“แล้วแต่คุณซึงฮยอนครับ”




คำตอบสั้นๆ ทำให้ซึงฮยอนไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าใดนัก จะว่ายังไงดี เขาแค่รู้สึกแปลกๆ กับคำพูดของจียง ทั้งสรรพนามและน้ำเสียงที่ใช้ เหมือนกับพวกลูกน้องคนอื่นๆ ของพ่อไม่มีผิด น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเคารพ ยำเกรง รวมถึงความหวาดกลัวลึกๆ ซึ่งซึงฮยอนเองก็พอจะสัมผัสได้ เขารู้สึกแปลกๆ ที่จียงทำตัวห่างเหิน เหมือนว่าชเวซึงฮยอนเป็นแค่เจ้านายคนหนึ่งเท่านั้น




แต่มันก็ถูกแล้วนี่




เขาสองคนเป็นอะไรกันมากกว่านั้นล่ะ?





อีกอย่าง...เขาเองไม่ใช่หรือที่บีบบังคับให้จียงต้องเป็นแบบนี้




ซึงฮยอนขับรถวนเวียนหาร้านอาหารในเมืองไปเรื่อยๆ แต่เนื่องจากเป็นเวลาเที่ยงพอดี ร้านอาหารต่างๆ ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองจึงไม่มีที่ว่างแม้กระทั่งที่จอดรถ เขาเองก็เพิ่งกลับมาจากอิตาลี ไม่ชำนาญทั้งเรื่องเส้นทางและสถานที่ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย ไม่ใช่ว่าลืมว่าที่ที่เขาอยากไปตั้งอยู่ตรงไหน เพียงแต่อดหงุดหงิดไม่ได้ที่อะไรๆ มันก็เปลี่ยนตามกาลเวลากันไปหมด




ตั้งแต่เขากลับมาอยู่ที่เกาหลี...ยังบอกไม่ได้เลยว่ามีอะไรบ้างที่ยังเหมือนเดิม




เจ้าของรถพรูลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ อาจจะเบื่อหรือรำคาญ จียงก็ไม่ได้ใส่ใจนัก เขามองหน้าซึงฮยอนแวบหนึ่งแล้วตัดสินบอกทางไปร้านอาหารที่เขารู้จักเพื่อตัดปัญหา ที่ไม่ยอมบอกทางตั้งแต่ทีแรก ก็เพราะคิดว่าซึงฮยอนคงชอบทานอาหารในภัตตาคารหรูๆ มากกว่าร้านอาหารเล็กๆ แบบเรียบๆ แถมยังอยู่แถบชานเมืองอีกด้วย แต่เห็นซึงฮยอนขับรถกลับไปกลับมาในเส้นทางเดิมๆ แล้วก็กลัวว่าซึงฮยอนจะหัวเสียมากไปกว่านี้ อย่างน้อย บรรยากาศในร้านนั้นคงจะทำให้ซึงฮยอนอารมณ์เย็นลงได้บ้าง




“อ้าว หนูจียง!” หญิงชราท่าทางใจดีทักขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม จียงปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารอยยิ้มและแววตาสดใสของคุณยายเจ้าของร้านคือเสน่ห์อย่างหนึ่งของร้านอาหารเล็กๆ ที่โอบล้อมไปด้วยบรรยากาศของธรรมชาติแห่งนี้ เขาพูดคุยกับคุณยายครู่หนึ่งก็ขอตัวออกมา ก่อนจะเดินเข้าไปหาซึงฮยอนซึ่งนั่งอยู่ตรงชานไม้ที่หันหน้าออกสู่สวนผลไม้เล็กๆ ของคุณยาย




“บรรยากาศดีนะ แต่ถ้ามาคนเดียว คงอันตรายน่าดู” น้ำเสียงของซึงฮยอนไม่บ่งบอกความรู้สึกชัดเจนนัก แต่จียงเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเลยว่ากำลังถูกอีกฝ่ายตำหนิ การที่จียงคุ้นเคยกับเจ้าของร้าน หมายความว่าไม่ได้มาเพียงครั้งสองครั้ง และแน่นอน ซึงฮยอนรู้ว่าคนโลกส่วนตัวสูงอย่างจียงไม่มีทางพาลูกน้องออกมาด้วยแน่ๆ...เหมือนอย่างวันนี้




ถ้าซึงฮยอนไม่บังเอิญเห็นรถของจียงแล่นออกจากบ้าน และนึกเอะใจว่าจะมีลูกน้องของพ่อตามไปด้วยหรือเปล่า เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากจียงถูกศัตรูของพ่อเล่นงานเข้า




“เอ่อ...ผมขอไปเข้าห้องน้ำนะครับ” จียงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนด้วยอึดอัดต่อสายตาของซึงฮยอนเต็มที แต่ทันใดนั้นเอง ซึงฮยอนก็ลุกพรวดขึ้นก่อนจะกระชากร่างเพรียวบางเข้าหาตัว ดวงตาเรียวของจียงเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจสุดขีด




“บ้าเอ้ย!!” ซึงฮยอนสบถเสียงดังลั่น ลูกดอกแหลมคมที่แล่นเฉียดคอของจียงไปเมื่อครู่ปักแน่นอยู่บนผนังบางๆ หากทว่าไม่เห็นแม้แต่เงาของคนร้าย เขาทำได้แค่เพียงหันไปจ้องมองพุ่มไม้ที่กระดิกไหวด้วยความเคียดแค้น




ศัตรูของพ่อไม่ผิดแน่...




เลวร้ายที่สุดคือ เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกสะกดรอยตามอยู่




“คุณ...” เสียงของจียงแผ่วเบา แต่ซึงฮยอนก็รับรู้ได้ว่ามันกำลังสั่น ควอนจียง...ก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่งที่กลัวความตายเหมือนกับคนอื่นๆ หรือที่ผ่านมา จียงอาจจะไม่เคยถูกศัตรูเข้าใกล้ได้มากขนาดนี้ก็เป็นได้




แล้วทำไมเขาต้องห่วงคนที่ต้องการจะทำร้ายพ่อของเขาด้วย




ทั้งๆ ที่จียงคิดจะฆ่าพ่อ...แต่เขาก็ไม่อยากให้ใครมาทำร้ายควอนจียงแม้แต่ปลายเล็บ




ซึงฮยอนรั้งร่างบางเข้ามากอดให้แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาซบหน้าลงกับไหล่ลาดก่อนจะหลับตาลงอย่างอ่อนล้า จียงเองก็ยังไม่ได้ขยับร่างกายหนีอีกฝ่ายไปไหน มือเรียวดึงลูกดอกออกจากผนัง แต่ปลายแหลมของมันฝังแน่นจนด้ามหักคามือ เขากำมันไว้แน่น นัยน์ตาสีอ่อนหลุบลงต่ำ แน่นิ่งอยู่ที่พื้นกระดานสีอ่อน ไม่กล้ายกมือขึ้นสัมผัสแผ่นหลังกว้างที่กำลังสั่นเทา ทั้งๆ ที่เขาก็รู้ดีว่าซึงฮยอนกำลังตกอยู่ในความรู้สึกที่ไม่ต่างกัน




ถ้าไม่นับตอนที่เห็นบ้านของเขาถูกไฟไหม้...จียงไม่เคยรู้สึกหวาดกลัวขนาดนี้มาก่อน



และถ้าไม่นับอ้อมกอดของพ่อกับแม่ที่คอยปกป้องเขามาตลอด...จียงไม่เคยรู้สึกว่าจะมีใครในโลกที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยขนาดนี้มาก่อนเช่นกัน




ทั้งๆ ที่ซึงฮยอนเองก็กำลังกลัว





แต่อ้อมกอดของซึงฮยอน...กลับอบอุ่น






เหมือนในความฝัน...





.




.




ดวงตาหลังกรอบแว่นสีดำของชายร่างสูงใหญ่ในชุดดำ มองภาพของคนสองคนที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบเมตร ริมฝีปากแห้งผากยกยิ้มขึ้น ก่อนจะกรอกเสียงแหบๆ ลงไปในโทรศัพท์มือถือสีดำสนิท
   




“นายครับ...ผมมีแผนใหม่มาเสนอ”




    
.




.





“รับรอง งานนี้นายได้ทั้งขึ้นทั้งล่องแน่ๆ ครับ”












TO BE CONTINUED








---------------------




Talk : ฟิควันเกิดทีโอพีไม่ทันจริงๆ ด้วย ฮ่าๆ เลยเอาฟิคที่ดองไว้ชาติเศษมาแก้ขัดไปก่อน ไม่ว่ากันใช่ไหมคะ (แฮ่ๆ) พอดีวันนี้ไม่มีเรียน แอบแวบมาเล่นเน็ต เลยถือโอกาสลงฟิคซะเลย ความจริงอยากลงฟิควันเกิดอิเทมป์ด้วย แต่กำลังลังเลอยู่ จะลงดีไหม กลัวโดนวางระเบิดในบล็อกจัง ฮ่าๆๆๆๆๆๆ


หายไปนาน แต่ไม่ค่อยมีอะไรมาเมาท์แตกเลย เอาเป็นว่าอย่าลืมรักษาสุขภาพกันทุกคนด้วยนะคะ ฤดูกาลแปรปรวนเพราะมนุษย์ทำให้โลกร้อน เพราะฉะนั้นอย่าลืมดูแลโลกของเราด้วยนะคะ ^_______^


ขอบคุณสำหรับทุกคอมเมนท์ค่า ขอบคุณที่ทำให้รู้ว่ายังมีคนติดตามฟิคหงส์อยู่นะคะ ฮ่าๆๆๆๆ แล้วเจอกันค่า ^^